นักวิเคราะห์คาดการณ์ "DELTA" จะยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น จากกำไรสุทธิที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หลังบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์ พร้อมเตรียมขยายอีก 3 โรงงานที่นิคมบางปู
นายทศวรรณ ธรรมสุข นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์กำไรสุทธิบริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 7,812 ล้านบาท เติบโต 42.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.7% เทียบไตรมาสก่อน หลังมีรายได้สูงขึ้นต่อเนื่องจากลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการคลาวด์
โดยคาดการณ์รายได้รวมไตรมาส 1 ที่ 6.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลุ่มธุรกิจแผงวงจรแปลงไฟ (Power Electronics) หลังมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการคลาวด์ โดยได้อานิสงส์จากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐที่ต้องการขยายการลงทุนมากขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้ สหรัฐและสิงคโปร์ยังครองสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทที่ 33% และ 15% ของรายได้รวมตามลำดับ ส่วนกระแสการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยในปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยมีสัดส่วนรายได้ขึ้นมาที่ 10% ขยับขึ้นมาเป็นลำดับที่ 3
ในภาพรวมยังเห็นแนวโน้มดีต่อเนื่องไปยังไตรมาส 2 ปี 2569 ประกอบกับบริษัท Microsoft ประกาศพัฒนาคลาว์และเอไอในไทยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เป็นโอกาสให้ DELTA ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์ขยายโรงงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
มีการปรับเพิ่มกำไรในปี 69 เพิ่มขึ้น 10% มาที่ 30,144 ล้านบาท หรือเติบโต 21.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ปรับ P/E ให้ใกล้เคียงกับปัจจุบันขึ้นมาที่ 120 เท่า และกำหนดราคาพื้นฐานปี 2569 ที่ 298.00บาท หลังทิศทางกำไรยังเติบโตได้ดี
ในส่วนของความกังวลเรื่องวัตถุดิบขาดแคลนบริษัทแจ้งว่ายังสามารถจัดการได้ และปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยนี้ว่าจะกระทบต่อราคาหุ้น
ขณะที่นายทัศนพล เงินเส็ง ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2569 ของ DELTA ที่ 7,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน จากรายได้ของบริษัทที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 1,967 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับเทรนด์ด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเร่งลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ในปี 2569
โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจแผงวงจรแปลงไฟ (Power Electronics) ซึ่งมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของระบบระบายความร้อนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อประสิทธิภาพเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลขั้นสูง ส่งผลให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
บริษัทจำเป็นต้องลงทุนขยายโรงงานใหม่เพิ่มเติม โดยมีแผนจะเปิดอีก 3 โรงงานในปี 2569 ที่นิคมบางปู ช่วยรองรับดีมานด์ที่เร่งตัวและสนับสนุนการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยในมุมมองของ DELTA GROUP ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสถานะที่เป็นกลางและมีเสถียรภาพด้านนโยบายการค้า ส่งผลให้ DELTA ประเทศไทย ได้รับอานิสงส์จากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตของลูกค้าระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังได้แก่ 1.ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางงบลงทุน (Capex) 2. ความผันผวนของค่าเงินบาทและ 3. ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น อลูมิเนียม ปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งอาจส่งผลให้ GPM ถูกกดดัน
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า DELTA คาดว่าจะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ที่ 7,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน
โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นในลักษณะชะลอตัวลงสะท้อนถึงปัจจัยทางฤดูกาลของไตรมาส 1 หลังยอดขายในไตรมาส 1 คิดเป็น 23% ของประมาณการทั้งปี 2569 เนื่องจากมีช่วงวันหยุดยาวและดีมานด์จากลูกค้าที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) ยังขยายตัวที่ 14% โดยได้แรงหนุนจากยอดขายลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
คาดการณ์ยอดขายอยู่ที่ 5.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจ Power Electronics ที่แข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยความอ่อนแอในกลุ่ม Mobility หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV ซึ่งคาดว่าจะมีผลขาดทุนในปี2569
แม้ว่าค่าใช้จ่ายการดำเนินงานจะค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นจากค่าธรรมเนียมสิทธิบัตรสำหรับเทคโนโลยีแหล่งพลังงานและระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ของ DELTA ไต้หวัน แต่จะถูกชดเชยด้วย product mix ที่ดีขึ้นซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่ม Power Electronics ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานเอไอ
ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายในกลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์จะมีสัดส่วนถึง 60% ของรายได้รวมในปี 2569 และสัดส่วนรายได้จาก Liquid Cooling จะมีนัยสำคัญตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป หลังจากเริ่มเปิดตัวในช่วงไตรมาสนี้ โดยคาดการณ์สัดส่วนรายได้จาก Liquid Cooling จะอยู่ที่ 7% ของยอดขายรวมในปี 2569





