บล.เอเซีย พลัส เผยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่อนคลายลง หลังมีสัญญาณการเจรจาโดยมีรัสเซียเป็นตัวกลาง และสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร" ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าสงครามใกล้จบลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT และ WTI ปรับตัวลดลง เม็ดเงินลงทุนจึงไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง หนุนดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นในเอเชียปรับตัวขึ้น คาดส่งผลดีต่อหุ้นไทยเช่นกัน
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เมื่อความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านผ่อนคลายลง หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอิหร่านติดต่อขอเจรจา โดยมีรัสเซียเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญในการรับมอบยูเรเนียมจากอิหร่านไปดูแล ซึ่งช่วยปลดล็อกเงื่อนไขที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเรียกร้องไว้ อีกทั้งล่าสุด ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความยืนยันถึงทิศทางที่ดีขึ้น โดยระบุว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการ "เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร" เพื่อประโยชน์ของโลกและประเทศจีน โดยจีนได้ตกลงแล้วว่าจะไม่ส่งอาวุธให้กับอิหร่าน
นอกจากนี้ สำนักข่าว BLOOMBERG ยังรายงานเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณาขยายเวลาข้อตกลง "หยุดยิง" ออกไปอีก 2 สัปดาห์ แม้จะยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนก็ตามประเด็นดังกล่าว ทำให้ข้อมูลการลงทุนหลายสัญญาณที่บ่งบอกว่านักลงทุนเชื่อมั่นว่าสงครามใกล้จะจบลง ไม่ว่าจะเป็น
1. ตลาดคาดการณ์ (PREDICTION MARKETS) ให้น้ำหนักมากขึ้นว่าการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติภายใน มิ.ย.-ก.ค.26
2. การจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ1 เดือนที่ผ่านมา ยังเห็นเรือ TANKER แล่นผ่านอยู่บ้าง
3. ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดิบ ทั้ง BRENT และ WTI ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน(MTD)
4. กราฟคาดการณ์ราคาน้ำมันล่วงหน้า (BRENT CURVE) มีทิศทางปรับตัวลดลงชัดเจน ส่งสัญญาณนักลงทุนคาดว่าราคาน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติในไม่ช้า
เมื่อความกังวลเรื่องสงครามลดลงและราคาน้ำมันร่วง เม็ดเงินลงทุนจึงไหลเข้าไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ โดย 3 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (MAG-7 INDEX) พุ่งขึ้นถึง +6.6%,ตามมาด้วย แร่เงิน (+4.8%), ดัชนีหุ้น NASDAQ (+4.3%) และคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง ETHEREUM (+4.3%) รวมถึงดัชนีหุ้นในเอเชียที่ปรับตัวขึ้นทุกประเทศเช่นกัน จึงคาดหวังว่าวันนี้ SET INDEX น่าจะได้รับแรงหนุนดังกล่าวและแวก่งสดใสในโหมดกระทิง





