ดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P 500 ถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่องสองวันติดต่อกัน ใกล้ระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ ขณะที่นักเทรดยังคงมองบวกต่อข้อตกลงสหรัฐ–อิหร่าน เพื่อยุติสงครามอิหร่าน
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีหุ้นสหรัฐ ปรับตัวขึ้นในวันอังคาร (14 เม.ย. 69) ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าที่นักลงทุนมองข้ามการล่มของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และยังคงมองในแง่ดีว่ายังมีโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศได้อยู่
ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 1.18% ปิดที่ 6,967.38 จุด โดยขณะนี้ดัชนีตลาดกว้างดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดรอบ 52 สัปดาห์ไม่ถึง 1% ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 317.74 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 48,535.99 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 1.96% ปิดที่ 23,639.08 จุด
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงหนุนหลักของตลาดโดยรวมอีกวันหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หุ้น Oracle พุ่งขึ้น 4.7% ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นมากกว่า 12% ในวันทำการก่อนหน้า ขณะที่ Nvidia และ Palantir Technologies ก็ปิดบวกเช่นกัน
วอลล์สตรีทยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ดัชนีหลักต่าง ๆ เปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะล่มลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “ฝ่ายโน้นเป็นคนติดต่อมาหาเรา” และยังกล่าวด้วยว่า “พวกเขาอยากทำข้อตกลงมาก ๆ”
การปรับตัวขึ้นของตลาดในวันจันทร์ได้ลบล้างการติดลบของ S&P 500 นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
“ผมไม่อยากตัดความเป็นไปได้ว่าจะมีการปะทุของการสู้รบขึ้นอีกครั้งและทำให้ตลาดลงต่อจากตรงนี้ แต่ผมคิดว่าโอกาสค่อนข้างน้อย ผมคิดว่าตลาดได้สะท้อนระดับความกังวลเกี่ยวกับอิหร่านไปพอสมควรแล้ว” รอส เมย์ฟิลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าว “ดูเหมือนว่าเรากลับมาอยู่ใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลอีกครั้ง ภายใต้โครงสร้างการถือครองและสถานการณ์ที่ชัดเจนขึ้น และต่อเนื่องจากฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่น่าจะช่วยหนุนมุมมองเชิงบวกได้ด้วย”
ในวันอังคาร เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี ว่า การเจรจารอบสองระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานกำลังอยู่ระหว่างการหารือ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดวันเวลาอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่รายนี้ระบุ โดยขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อที่จะสามารถพูดถึงแผนภายในของฝ่ายบริหารได้
ด้านราคาน้ำมันดิบกลับทิศลงจากการปรับขึ้นเมื่อวันก่อน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ร่วงลง 7.87% ปิดที่ 91.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4.6% ปิดที่ 94.79 ดอลลาร์
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนคือ การเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมีนาคม ซึ่งปรับขึ้นน้อยกว่าที่คาด
อย่างไรก็ดี หุ้นบางบริษัทก็เผชิญแรงกดดันหลังการประกาศผลประกอบการล่าสุด Wells Fargo รายงานตัวเลขที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงมากกว่า 5% ส่วน JPMorgan Chase แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ดีกว่าคาด แต่ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลง ทำให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงเล็กน้อย





