วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

“กลุ่มแบงก์” คาดกำไร Q1/69 ที่ 5.2 หมื่นล้าน ลดลง 12% จากปีก่อน หลังNIMลด-สินเชื่อหดตัว

“กลุ่มแบงก์” คาดกำไร Q1/69 ที่ 5.2 หมื่นล้าน ลดลง 12% จากปีก่อน หลังNIMลด-สินเชื่อหดตัว

โบรกเผยคาดการณ์กำไรสุทธิ “กลุ่มธนาคารพาณิชย์” Q1/69 ที่ราว 5.2 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหลัง NIM ลดลงและสินเชื่อหดตัว คาดสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น แต่กำไรเพิ่มขึ้นเทียบไตรมาสก่อนค่าใช้จ่ายลดลง ส่วนใหญ่คงคำแนะนำ “ถือ” มองเป็นหุ้นคุณค่าเน้นปันผลสูง 5-7%

นางสาวชยาภรณ์ โตเจริญ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยว่า คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารที่ 5.2 หมื่นล้าน ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะรายได้ดอกเบี้ย (NII) ลดลงจากการลดลงของ NIM และดอกเบี้ยเงินกู้ สอดคล้องต่อการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) คาดลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนจากการลดลงของเงินลงทุนหลังปรับมูลค่ายุติธรรม

ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลดลง 9% จากปัจจัยฤดูกาล ด้านค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) ลดลง 8% จากตั้งสำรองล่วงหน้าแล้ว โดยสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 0.3% จากสินเชื่อธุรกิจและภาครัฐ ส่วน NPL Ratio อยู่ที่ 3.72% เพิ่มจากไตรมาสก่อนที่ 3.66% จากการตกชั้นของลูกหนี้เพิ่มขึ้น

ยังคงมองธีมการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็นหุ้นเน้นคุณค่า หรือ “Value Play” แม้สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบความสามารถในการทำกำไร แต่เราคาดว่าธนาคารสามารถรักษาเงินปันผลระดับสูงที่ 6-7% ต่อปีได้เพราะ 1. เงินกองทุนแข็งแกร่ง 2. ธนาคารคงแผนระยะกลาง-ยาวในการเพิ่ม ROE 3. ไม่มีการลงทุนใหญ่

ภาพรวมปี 2569 เรามองการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และหนี้เสีย (NPL) เป็นประเด็นหลัก โดยเราคาดปัจจุบันเป็นระดับที่ธนาคารควบคุมได้ โดยคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick เพราะสามารถรักษาเงินปันผลระดับสูงและมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์น้อย

“กลุ่มแบงก์” คาดกำไร Q1/69 ที่ 5.2 หมื่นล้าน ลดลง 12% จากปีก่อน หลังNIMลด-สินเชื่อหดตัว

ขณะที่นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 51,341 ล้านบาท ลดลง 13.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยลดลง และคาดตั้งสำรองสูงขึ้น แต่ยังเติบโต 6.7% จากไตรมาสก่อน

คาด BBL กำไรฟื้นตัวขึ้นเด่นจากไตรมาสที่ผ่านมา เพราะเร่งบันทึกค่าใช้จ่ายไปมากแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายใน ไตรมาสนี้มีแนวโน้มจะผ่อนคลายลง และด้วย Coverage  Ratio ที่ระดับ 365% ทำให้คาดการตั้งสำรองส่วนเกินจะไม่สูงมากนัก

ยังคงคงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร “เท่ากับตลาด” ผลดำเนินงานปีนี้ทำได้เพียงทรงตัวจากปีที่ผ่านมา จาก NIM ที่ลดลงและการขยายสินเชื่อที่จำกัดแต่เรามองว่ายังสามารถสร้างฐานกำไรได้ดีและยังมีปัจจัยบวกจากเงินกองทุนส่วนเกินที่ทำให้ธนาคารต่าง ๆ ทยอยปรับเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ให้ปันผลโดดเด่นในระดับ 5-7% สำหรับหุ้น Top Pick เลือกเป็น BBL

ด้านฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประมาณการว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มธนาคารจะมีกำไรสุทธิรวม 5.19 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 12.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกับกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดจะอยู่ที่ 1.126 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% จากไตรมาสก่อน และลดลง 6.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

อัตราการเติบโตของสินเชื่อนับแต่ต้นปียังคงติดลบ นำโดย BAY (-3.2%) TTB (-2.2%) และ KBANK (-1.3%) ซึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

ขณะที่ CREDIT, KKP และ KTB มีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกที่ 2.3%, 2.0%, และ 1.6% ตามลำดับ โดย CREDIT มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มจากความต้องการสินเชื่อของ SME ขนาดเล็กและ micro SME ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ KTB มาจากสินเชื่อที่ปล่อยให้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ลดลงเหลือ 2.91% เพราะแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% ในไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 2% ในไตรมาส 1 ปี 2568 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มขึ้น 13.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 9.6% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการทำธุรกรรม รวมถึงกำไรจากการลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบ

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่า อัตราการสำรองหนี้สูญของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ราว 1.5% ในไตรมาส 1 และเชื่อว่าธนาคารยังระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2569

อีกทั้งในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยุติลงเมื่อใด ดังนั้น จึงเชื่อว่าธนาคารมีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วงครึ่งแรกของปี 69

ปัจจุบันธนาคารไทยซื้อขายที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.77 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีในอดีตที่ 0.66 เท่า โดยยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) หรือ "ถือ" ในกลุ่มธนาคารไทย เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตต่ำในปี 69-70 แต่จะชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.7% ในปี 69

เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.0-8.0% ต่อปีในปี 2569-2571

กลุ่มธนาคารอาจมีดาวน์ไซด์หาก NPL เพิ่มขึ้น, ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่วนอัปไซด์จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ในเดือนเม.ย.นี้