“KS Research” เผย SSSG กลุ่มค้าปลีกพลิกกลับมาเป็นบวกในเดือน มี.ค. จากเร่งกักตุนสินค้าหนุนดีมานด์อุปโภคบริโภคพุ่งสูง การส่งผ่านต้นทุนลดผลกระทบด้านมาร์จิ้นแต่อาจกดดันดีมานด์ชะลอ ด้าน “InnovestX” มอง SSS กลุ่มพาณิชย์ในเดือน มี.ค. หดตัวน้อยกว่าเดือนก่อน และจะเติบโตต่อเนื่องใน Q2 หลังมีความกังวลสินค้าขาดแคลน-ปรับราคาขึ้นสูง
ทีมนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS Research Fundamental เปิดเผยว่า การเติบโตยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG กลุ่มค้าปลีกในเดือน มี.ค. คาดพลิกกลับมาเป็นบวกเล็กน้อยที่ +0.3% จากเดิม -3.2% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีปัจจัยหลักจากพฤติกรรมเร่งกักตุนสินค้า หลังมีความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของซัพพลายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ช่วยหนุนรายได้ค้าปลีกกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโต
ทั้งนี้ ชัดเจนว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นผู้นำการฟื้นตัว โดยคาดว่า SSSG ทั้งกลุ่มจะกลับมาเป็นบวกเฉลี่ย 1% โดยได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ CPALL (+2%) และ CPAXT (+3%) จากสภาพอากาศร้อนและความต้องการกักตุนสินค้า ขณะที่ BJC (Big C) ยังคงติดลบที่ประมาณ -2% จากยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหารยังอ่อนแอ
กลุ่มค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้านปรับตัวดีขึ้นจากความต้องการล่วงหน้าของวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะ DOHOME และ GLOBAL ขณะที่ HMPRO ติดลบน้อยลงมาอยู่ที่ -5 ถึง -7% จากประมาณ -14 ถึง -16% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ต่อเนื่อง จากมาตรการ Easy e-Receipt ในเดือน มี.ค. 2568
ผู้ค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวเป็นบวกเล็กน้อย จากการบริโภคที่ยังทรงตัวและผลของฐานต่ำ โดย CRC กลับมาเป็นบวก MOSHI และ MRDIYT ทรงตัว ขณะที่ TAN อยู่ที่ประมาณ -1%
ภาพรวมไตรมาส 1 บรรดาหุ้นค้าปลีก 9 บริษัทภายใต้การวิเคราะห์ CPALL, CPAXT, MOSHI และ MRDIY คาดว่าจะมี SSSG เป็นบวก ขณะที่ HMPRO มีแนวโน้มอ่อนแอที่สุดที่ประมาณ -11%
มองไปข้างหน้าคาดว่า SSSG ของกลุ่มจะกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากฐานต่ำปีก่อน จากฝนตกหนักและสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แต่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงต่อดีมานด์ แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้บางส่วน
KS ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มพาณิชย์ ชอบหุ้นค้าปลีกเน้นอุปโภคบริโภค ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดราคา และมีสัดส่วน B2B สูง เช่น CPALL และ CPAXT ท่ามกลางความไม่แน่นอนของต้นทุนพลังงานและราคาสินค้า ขณะที่ยังคงระมัดระวังต่อหุ้นค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตรากำไร เช่น HMPRO
SSS กลุ่มพาณิชย์เดือน มี.ค. หดตัวน้อยกว่าเดือนก่อน
ขณะที่นางสาวศิริมา ดิสสรา หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX กล่าวว่า ยอดขายรวมสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์ส่งสัญญาณฟื้นตัวระยะสั้น โดยหดตัวแคบลงในเดือน มี.ค. 2569 เพียง -0.4% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เทียบกับเคยหดตัว -3.7% ในเดือน ม.ค.-ก.พ.
โดยมองว่า SSS ในไตรมาส 2 ของกลุ่มพาณิชย์จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากฐานต่ำปีที่ผ่านมาจากอากาศไม่เอื้ออำนวยมีฝนตกช่วง เม.ย.-พ.ค. ผิดกับในปีนี้ที่มีอากาศร้อน
โดยคาดว่าจะมีการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลสินค้าขาดแคลนหรือการปรับราคาเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมาสนับสนุนบรรยากาศการจับจ่ายให้ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่ากำลังซื้อโดยรวมจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม SSS มีแนวโน้มชะลอตัวในระยะถัดไปจากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ กิจกรรมการท่องเที่ยวชะลอตัวลง การกักตุนสินค้าลดลง และกำลังซื้อมีแนวโน้มเปราะบางหากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว พบว่า SSS ที่ลดลง 1% จะกดดันกำไรของกลุ่มลดลงประมาณ 1%
ขณะที่อัตรากำไรหรือมาร์จิ้นของสินค้ายังคงอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นช่วยรองรับมาร์จิ้นที่ลดลงได้ ประกอบกับสินค้าคงคลังที่จัดหามาในต้นทุนต่ำกว่าอาจก่อให้เกิดกำไรจากสต๊อก
กระนั้น หากมีการปรับราคามากเกินไป แม้มาร์จิ้นของสินค้าอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะกลายเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงด้านลบต่ออุปสงค์และ SSSG มากกว่าตัวมาร์จิ้น
ด้านความเสี่ยงต่อกำไร อาจมาจากผลกระทบการปรับตัวขึ้นของค่าไฟฟ้าและค่าขนส่งหากเหตุการณ์สงครามยืดเยื้อ โดย SCB EIC ประเมินว่าค่าไฟฟ้าในปี 2569 อาจปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.1–4.4 บาทต่อหน่วย ทำให้กำไรของกลุ่มลดลง 2% และ 4% ตามลำดับ
กลยุทธ์การลงทุน เลือกหุ้นเด่น GLOBAL และ HMPRO เนื่องจาก SSS มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดีขึ้นจากอากาศร้อนในปีนี้ ด้าน CPALL เป็นอีกหนึ่งหุ้นเด่นจากการที่กำไรไตรมาส 1 มีแนวโน้มเติบโตดีที่สุดในกลุ่ม





