บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้น GULF ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 68 บาท จาก 50 บาท โดยให้รับแรงหนุนจากการปรับประมาถมาการกำไร และการปรับลดสมมติฐานต้นทุนเงินทุนเฉลี่ย (WACC) ลงเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมและพอร์ตการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ
ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกของเรามีปัจจัยหลักมาจาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ซึ่งคาดว่าจะเปิดวงจรการขยายกำลังการผลิตรอบใหม่และการประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ซึ่ง GULF มีผลงานโดดเด่นที่สุด ปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างนี้จะมาเสริมทัพกับโครงการในมือที่รองรับการเติบโตของกำไร 6% - 19% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่กำลังการผลิตกว่า 74% ของพอร์ตได้รับการป้องกันจากความผันผวนของราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า ช่วยลดความเสี่ยง
โดย ฝ่ายวิเคราะห์มอว่า PDP 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) จะเพิ่มขึ้น 31% ไปอยู่ที่ 71-77 กิกะวัตต์ (จากเดิม 55 กิกะวัตต์) ซึ่งขับเคลื่อนโดยความฟ้องการจาก EV และ Data Center ส่งผลให้กำลังการผลิตติดตั้งต้องเพิ่มขึ้น 36% เป็น 153 กิกะวัตต์ เราประเมินว่า การจัดสรรกำลังผลิตใหม่ทั้งหมดอาจสูงถึง 88 กิกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าหลัก (Conventiona) ถึง 18 กิกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดสรรให้แก่ IPP ภาคเอกชน ตอกย้ำสถานะของ GULF ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์หลัก
จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Senstiviby Acalys) พบว่า ทุก ๆ 1 กิกะวัตต์ของโครงการ IPP ที่ได้รับจะช่วยหนุนกำไรเพิ่มขึ้น 5% และราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้มขึ้น 1.4% โดยมีอัพไซด์ได้สูงสุดถึง 29% ในกรณีที่ดีที่สุด (Blue-sky Scenario)
ทั้งนี้ GULF กำลังวิวัฒนาการสู่การเป็น "แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของไทย" โดยขยายธุรกิจจากไฟฟ้าสู่ทำไปสู่ LNG ท่าเรือ โทรคนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงนี้ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรหลัก ที่ชัดเจนในระดับ 6% - 19% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า การถือหุ้น 40% ใน ADVANC ยังช่วยให้บริษัทได้รับประโยชน์จากความต้องการ Data Center, Cloud และ AI ขณะที่โครงการอย่างคลังจัดเก็บ LNG และทำเรือมาบตาพุดเฟส 3 (สัมปทาน PPP 35 ปี) จะสร้างกระแสเงินสดที่มันคงในระยะยาว ช่วยยกระดับคุณภาพของกำไร
นอกจากนี้ GULF มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างหุ้นเชิงรับ (Defensive) และหุ้นเติบโต (Growth) โดยราว 65% ของกำลังการผลิตอยู่ภายใต้สัญญา IPP ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงได้ (Cost Pass-through) ขณะที่โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 24% ภายในปี 2573) จะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าไฟฟ้าคงที่ ทำให้ความอ่อนไหวของกำไรต่อราคาก๊าซอยู่ในระดับต่ำมาก (เพียง -0.6% ต่อราคาก๊าซที่เปลี่ยนไปทุก 10 บาท/mmbtu) ด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) ที่ 0.86 เท่า ทำให้งบดุลยังคงแข็งแกร่ง พร้อมรองรับการลงทุนในธนาคลกายใต้แผน PDP 2026





