“กำไรบจ.” เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสแรกปี 69 “บล.บัวหลวง” ชี้ไตรมาส 1/69 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแรงหนุนหลัก “กลุ่มพลังงาน” ตามทิศทางราคาน้ำมันพุ่ง “บล.ทิสโก้” มองอานิสงส์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ยกกลุ่ม “พลังงาน-โรงกลั่น” เชื่อหนุนภาพรวมตลาดดีกว่าคาด
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่า กำไรสุทธิรวมยังมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดจะลดลงประมาณ 4% YoY แต่เพิ่มขึ้นราว 5% QoQ สะท้อนการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน Data Center และ AI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ DELTA ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เช่น TRUE และ ADVANC ยังคงมีการเติบโตจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว อย่าง CENTEL และ MINT มีแนวโน้มฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านำโดย GULF ยังคงมีความแข็งแกร่งของรายได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ แนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลายและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทานที่ยังมีอยู่ ส่งผลให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังมีโอกาสสร้างกำไรได้ดีต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับนโยบายภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะประกาศในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน ทั้งการลดค่าครองชีพ การแจกเงิน และการเร่งอนุมัติการลงทุนผ่าน BOI Fast Pass
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและนโยบายรัฐ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และสื่อสาร ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดเป็นพอร์ตหลักจากแรงหนุนของเงินลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้หุ้นที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนและรักษาอัตรากำไรได้ดี เช่น CPALL และ CPN รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง MINT ที่เข้าสู่ช่วงไซซีซั่นในยุโรป
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางอ่อนตัวลงเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคาดภาพรวมกำไรตลาดจะลดลงในระดับตัวเลขหลักเดียวแม้จะยังไม่รุนแรงเกิน 10% ขณะที่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีโอกาสทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย
ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารถือเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มสะท้อนภาพกำไรที่อ่อนตัว โดยเบื้องต้นพบว่า กำไรลดลงมากกว่า 10% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาพรวมตลาด เมื่อพิจารณาทั้งตลาด คาดว่าการปรับตัวลดลงจะอยู่ในระดับจำกัด ไม่ได้รุนแรงเท่ากลุ่มธนาคารในส่วนของกลุ่มพลังงาน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทในกลุ่มจะได้รับอานิสงส์จากกำไรสต็อกน้ำมันทันทีเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 มองว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะเริ่มเห็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศผ่านราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
โดยประเมินหากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายในเดือนเม.ย. และยังไม่มีผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับจำกัดราว 0.2%-0.3% ซึ่งอาจทำให้ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.8% เหลือประมาณ 1.5-1.6% หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปเกินไตรมาส 2 ปี 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปีนี้
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กลาวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางเติบโตในเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มพลังงานที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของกำไรมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อบริษัทในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่ได้รับอานิสงส์ทั้งจากกำไรสต็อกน้ำมัน และค่าการกลั่น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ประเมินปัจจัยจากกลุ่มพลังงานเพียงกลุ่มเดียว อาจมีส่วนช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมเพิ่มขึ้นในระดับหลายหมื่นล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ภาพรวมตลาดในไตรมาสแรกออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด
แม้ในปัจจุบันหลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังไม่มีตัวเลขคาดการณ์ที่ครบถ้วน ซึ่งมีเพียงกลุ่มธนาคารออกมาเพียงกลุ่มเดียว แต่ด้วยแรงหนุนจากภาคพลังงานที่มีน้ำหนักสูงในตลาด ทำให้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยคาดว่า มีโอกาสออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้า





