วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569

Login
Login

"บล.อินโนเวสท์ เอกซ์" หวั่นหุ้นไทยเสี่ยงทดสอบ 1,320 จุด หากเจรจาล้มเหลว ย้ำชัดสหรัฐ-อิหร่าน “พักรบ” ไม่ใช่ “จบศึก”

"บล.อินโนเวสท์ เอกซ์" หวั่นหุ้นไทยเสี่ยงทดสอบ 1,320 จุด หากเจรจาล้มเหลว ย้ำชัดสหรัฐ-อิหร่าน “พักรบ” ไม่ใช่ “จบศึก”

“บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” ประเมินตลาดหุ้นไทยระยะสั้นฟื้นตัวแบบวีเชป หลังสหรัฐเลื่อนโจมตีอิหร่านออกไป 2 สัปดาห์ เน้นย้ำเป็นการ “พักรบ” ไม่ใช่ “จบศึก” หากการเจรจาล้มเหลวอาจดึงดัชนีร่วงลงมาทดสอบ 1,320 จุด แนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโส กลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ INVX เปิดเผยว่า เช้านี้ตลาดมีมุมมองเชิงบวกระยะสั้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับแผนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบรับด้วยการยืนยันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน

ส่งผลตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกมีทิศทางผ่อนคลาย จากเช้านี้ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (DJIA Future) พุ่งขึ้น +1.9% จากวันก่อน และราคาน้ำมันเบรนต์ดิ่งลง -14% สู่ระดับ 93.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยลดแรงกดดันต้นทุนและเงินเฟ้อลงทันที สะท้อนผ่านตลาดหุ้นในเอเชียปรับขึ้นราว 3-5% จากราคาวันก่อน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ Price-in ความล้มเหลวของการเจรจา หากการพูดคุยเข้าสู่ทางตันหรือมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง สินทรัพย์เสี่ยงจะถูกเทขายอย่างรุนแรงทันที INVX จึงแนะนำให้ติดตามความคืบหน้าของการเจรจาที่ปากีสถานอย่างใกล้ชิด

“ต้องเน้นย้ำว่าการระงับแผนโจมตีครั้งนี้เป็น “การพักรบ” ไม่ใช่ “จบศึก” โดยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นระเบิดเวลาที่ต้องจับตาดูแบบวันต่อวัน และตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกจะยังมีความผันผวนสูงจนกว่าจะเห็นผลการเจรจาที่เป็นรูปธรรม”

ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยระยะสั้น คาดดัชนีมีโอกาสดีดตัวอย่างรวดเร็ว ฟื้นตัวแบบ V-Shapeกลับไปทดสอบแนวต้านที่ 1,480-1,500 จุด จาก 3 ปัจจัยหนุน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต 2) ราคาน้ำมันลดลงช่วยลดต้นทุนการนำเข้า ส่งผลให้ดุลการค้าดีขึ้นและเงินบาทกลับมาแข็งค่า ดึงดูด ฟันด์โฟลว์ และ 3) ได้แรงซื้อคืนในหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักในช่วงก่อนหน้า (Short Covering)

อย่างไรก็ดี ทิศทางของ SET ระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาเป็นสำคัญ โดยหากเกิดข้อตกลงสันติภาพที่ถาวร คาด SET มีโอกาสจะปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,530 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุนและการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เคยถูกกดดันจากวิกฤติพลังงานก่อนหน้านี้

ในกรณีที่การเจรจาที่ล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง คาด SET มีโอกาสจะเผชิญแรงขายลดความเสี่ยง (Panic Sell) ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1350 จุดอีกครั้ง

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ต้องเน้นจัดสรรพอร์ตแบบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Adaptive Allocation) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมีความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจา INVX แนะนำให้ปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับระยะเวลาและความผันผวนที่จะเปลี่ยนรูปแบบไป ดังนี้

1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้นเล่นเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและบาทแข็งค่า รวมทั้งห่วงโซ่อุปทานฟื้น อาทิ กลุ่มสายการบิน (AAV THAI), โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM), ท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT), รพ. (BH, BDMS), ยานยนต์ (AH, SAT)

รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BTS, LH, MINT, AWC, BDMS, HMPRO, OR, และ CPALL

อย่างไรก็ตาม ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะหากการเจรจาล้มเหลว หุ้นกลุ่มนี้จะถูกเทขายกลับทันทีรวมถึงยังแนะนำระมัดระวังแรงขายระยะสั้นใน 1) หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) หลังราคาน้ำมันปรับฐาน และ 2) ทองคำและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่หายไป

2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้นดีเฟนซีฟที่มีอำนาจกำหนดราคาสูง รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ได้ดี ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC,  CPN)

3. ระยะยาว (6-12 เดือน): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมอุตสาหกรรม ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA, และ AMATA

ทั้งนี้ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว ลดผลกระทบจากความผันผวนของบอนด์ยีลด์ พร้อมทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ช่วยลดแรงกระแทกหากน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง เช่น PTTEP (ตั้งจุด Trailing Stop เสมอ)

นอกจากนี้ควรสะสมหุ้นปันผลสูง มากกว่า 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและจำกัด ดาวน์ไซด์ของพอร์ตระยะสั้น เช่น KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, และ TLI ควรสะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค.