วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

‘จิตตะ เวลธ์’ เปิดสูตรจัดพอร์ต ยุคสงครามรับวิกฤติ‘เงินเฟ้อพุ่ง’

‘จิตตะ เวลธ์’ เปิดสูตรจัดพอร์ต  ยุคสงครามรับวิกฤติ‘เงินเฟ้อพุ่ง’

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจโลกปี 2569 ที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบถาโถม ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังลดลงไม่ถึงเป้าหมาย และการยืนระยะของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สถานการณ์เหล่านี้กำลังบีบคั้นให้โลกเผชิญกับภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางสินค้าราคาแพง ซึ่งถือเป็น “โจทย์หิน” ที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนทั่วโลก

“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth  มองว่า  ภาพระยะสั้น (3-12 เดือน) นักลงทุนจำเป็นต้องจับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าพลังงานของโลก หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจนกระทั่งการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันจะกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เงินเฟ้อพุ่งทะยานอีกระลอก 

“ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูง เฟดอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะยาว (1-5 ปี) สถิติบ่งชี้ว่า วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์มักมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นเพียงชั่วคราว เมื่อฝุ่นตลบจางลง ตลาดจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนเสมอ

แม้ในช่วงตลาดผันผวน การถือเงินสด จะให้ความรู้สึกปลอดภัย แต่ในยุคที่สงครามนำมาซึ่งเงินเฟ้อรุนแรง มูลค่าของเงินจะถูกกัดกินอย่างรวดเร็ว ดังคำกล่าวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เน้นย้ำให้ลงทุนใน “หุ้นคุณภาพ” มากกว่าการกอดเงินสดในช่วงสงคราม

นอกจากนี้ การเปรียบเทียบพอร์ตการลงทุนแบบสมดุล (สัดส่วนหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%) กับเงินสด ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ  หลังผ่านไป 1 ปี พอร์ต 60/40 ชนะการถือเงินสดได้ถึง 75% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าเงินสดถึง 7%  ขณะที่ หลังผ่านไป 3 ปี พอร์ต 60/40 ทำผลตอบแทนชนะเงินสดได้แบบ 100% ในทุกเหตุการณ์ และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าถึง 21% 

ขณะเดียวกันการใช้ กลยุทธ์ DCA (Dollar Cost Averaging) ในช่วงวิกฤติ เป็นทางเลือกที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด โดยมีสถิติจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหลักฐานว่าการลงทุนต่อเนื่อง 6 ปี สามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 1 เท่าตัว

หากเอ็กซเรย์พอร์ตลงทุน สินทรัพย์ไหน “รุ่ง” หรือ “ร่วง”? "ตราวุทธิ์" ชี้ให้เห็นว่า  ในสภาวะ Stagflation การเลือกสินทรัพย์แบบคัดกรอง (Selective) คือกุญแจสำคัญ  สำหรับ สินทรัพย์ที่ต้องระวัง คือ ”หุ้นเทคโนโลยี” ที่มี Valuation สูงเกินจริง เนื่องจากมีความไวต่อการขึ้นดอกเบี้ย และกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน เช่น สายการบินและเคมีภัณฑ์ 

ส่วน สินทรัพย์ที่โดดเด่น (Outperform)คือ  “กลุ่ม Defensive“ เช่น  อาหาร, ยา, สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อปัจจัยสี่และ กลุ่มความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐาน คือ “ธุรกิจความมั่นคง” (Defense), “การขนส่งทางเรือ” (Shipping) และ “Cyber Security”รวมถึงสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง “ทองคำ” มีไว้ในสัดส่วน 5-10% และดอลลาร์

ดังนั้น กลยุทธ์จัดทัพรับมือวิกฤติ 2569เพื่อสร้างพอร์ตที่ทนทานต่อทุกสภาวะ Jitta Wealth แนะนำโมเดลการจัดสรรสินทรัพย์แบบ Core-Satellite  โดยมี พอร์ตหลัก (Core Portfolio) สัดส่วน 70-80% เน้นความมั่นคงระยะยาวเป็นรากฐานของชีวิต การลงทุน ผ่าน กองทุนดัชนีหุ้นทั่วโลก (MSCI World) ผสมกับหุ้นกลุ่ม Defensive ขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และ พอร์ตรอง (Satellite Portfolio) สัดส่วน 20-30%เน้นสร้างโอกาสทำกำไรส่วนเพิ่มและป้องกันความเสี่ยง (Hedge) การลงทุน ผ่าน ทองคำ, สินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน และเมกะเทรนด์แห่งยุคอย่าง โครงสร้างพื้นฐาน AI (ชิปเซ็ต, ดาต้า เซนเตอร์) ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร

“ตราวุทธิ์”เน้นย้ำ การลงทุนหลังจากนี้ด้วยวาา ผู้ชนะในเกมการลงทุนไม่ใช่คนที่ตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีออกจากตลาดเพื่อไปกอดเงินสด แต่คือคนที่รู้จักจัดสรรเงินทุนอย่างมีสติ มองข้ามความผันผวนระยะสั้น และเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤติ เพราะในทุกความไม่แน่นอน มักจะมีโอกาสที่ยิ่งใหญ่รออยู่