วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569

Login
Login

‘ต่างชาติ’ ปรับพอร์ตลุยพลังงาน โบรกยก ‘ปตท.สผ.’ เด่น แรงซื้อสุทธิสูงสุดผ่านบัญชี ‘เอ็นวีดีอาร์’

‘ต่างชาติ’ ปรับพอร์ตลุยพลังงาน โบรกยก ‘ปตท.สผ.’ เด่น แรงซื้อสุทธิสูงสุดผ่านบัญชี ‘เอ็นวีดีอาร์’

กระแส “เงินทุนต่างชาติ” เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศ หลังชะลอ “การซื้อสุทธิ” และ “ปรับพอร์ตครั้งใหญ่” เข้าสู่หุ้นกลุ่มพลังงาน รับแรงหนุนราคาน้ำมันพุ่งจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน แม้ยังมีการเลือกเข้าซื้อรายกลุ่ม แต่ทว่าภาพรวม “ฟันด์โฟลว์” ยังไหลออกต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุน ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญในระยะถัดไปอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งอาจเป็นตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจเอเชีย หากการขนส่งพลังงานยังไม่ฟื้นตัวหลังสงกรานต์นี้

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทาง “เงินทุนต่างชาติ” ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณชะลอการซื้อสุทธิลง พร้อมกับการปรับพอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ โดยโยกเงินเข้าสะสมหุ้นกลุ่มพลังงานเพื่อรับมือสถานการณ์สงครามอิหร่าน ขณะเดียวกันเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และ ICT หลังราคาปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว

จากข้อมูล NVDR พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าซื้อสุทธิในหุ้น “กลุ่มพลังงาน” ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ PTT, PTTEP, BCP รวมถึงหุ้นใน “กลุ่มโรงกลั่น” เนื่องจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์สงคราม ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวในระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังมีแรงเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กลุ่มเอทานอลและเหล็กที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและดีมานด์เร่งตัวในระยะสั้น

ขณะที่ ในทางตรงกันข้าม เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรในกลุ่ม ICT และธนาคารพาณิชย์ โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ ตลาดรับรู้ข่าวดีไปแล้ว ทั้งปันผลพิเศษและโครงการซื้อหุ้นคืน แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงใกล้สิ้นสุด รวมถึงความเสี่ยงการปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 จากเดิม 1.8-2% เหลือ 1.4-1.5% และความกังวลคุณภาพสินเชื่อ หลังงบไตรมาส 1 ทยอยประกาศ โดยเฉพาะการปรับลดเป้าสินเชื่อ

“แม้จะมีการเข้าซื้อเป็นรายกลุ่ม แต่ภาพรวมในเดือนมี.ค. ต่างชาติยังคงขายสุทธิผ่าน NVDR ราว 38,000 ล้านบาท สะท้อน Fund Flow ที่ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย”

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยเดือนเม.ย. มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,420-1,480 จุด โดยได้แรงหนุนผลประกอบการกลุ่มพลังงานคาดจะออกมาแข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญจะเริ่มชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 หลังผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แนะนำใช้จังหวะตลาดทรงตัวในเดือนนี้ทยอยลดน้ำหนักการลงทุน เพื่อรอรับปัจจัยลบจากการปรับลดประมาณการกำไร โดยคาดจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสมอีกครั้งจะอยู่ในช่วงกลางปี

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 แม้ยังคงเป็นการซื้อสุทธิสะสมราว 19,000-20,000 ล้านบาท แต่มีความผันผวนสูง โดยในช่วง 2 เดือนแรกมีแรงซื้อสุทธิกว่า 60,000 ล้านบาท ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นขายสุทธิประมาณ 40,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนเม.ย. เริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อในหุ้นบางกลุ่ม เช่น IVL, SAWAD และ BANPU ซึ่งสะท้อนการปรับกลยุทธ์ลงทุนอีกครั้ง

“ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไปไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของสงคราม แต่คือสถานการณ์ของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก โดยปัจจุบันปริมาณเรือขนส่งที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงอย่างมากจากระดับปกติ 120-130 ลำต่อวัน เหลือเพียงราว 10 ลำเท่านั้น หากหลังเทศกาลสงกรานต์ปริมาณเรือยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงไทย ผ่านการปรับลดประมาณการ GDP และกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน”

แม้ปัจจุบันหุ้นไทยยังสามารถทรงตัวได้จากแรงหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดราว 20,000 ล้านบาท แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งมีน้ำหนักสูงในตลาด ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไร หลังเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ดีเซล พลาสติก และปุ๋ย ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2569

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า การลงทุนของต่างชาติหลังผ่านช่วง 1 เดือนแรกของสถานการณ์สงครามอิหร่านพบแรงขายสุทธิอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดหุ้นแประมาณ 40,000 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตรอีกราว 33,000 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเชิงรายตัวพบหุ้นที่ยังได้รับความสนใจจากต่างชาติคือ PTTEP ซึ่งมีแรงซื้อสุทธิสูงสุดผ่านบัญชี NVDR สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้นที่ถูกขายสุทธิมีการกระจายตัวในหลายกลุ่มตามภาวะตลาด

ส่วนด้านค่าเงินบาทในเดือนมี.ค.อ่อนค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยมีปัจจัยหลักจากผลกระทบของสงครามที่รบกวนระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจึงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและสะท้อนออกมาในรูปของค่าเงินที่อ่อนค่า

สำหรับ แนวโน้มในระยะถัดไปมองราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย และช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ยังเป็นฤดูกาลที่เงินทุนต่างชาติมักไหลออกอยู่แล้ว จากปัจจัยการจ่ายเงินปันผลที่นักลงทุนต่างชาติทยอยนำเงินต้นและกำไรกลับประเทศ

ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของผลกระทบระลอกสองจากสงคราม โดยจะเริ่มเห็นแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งมีความเสี่ยงนำไปสู่การปรับลดประมาณการ GDP และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป

‘ต่างชาติ’ ปรับพอร์ตลุยพลังงาน โบรกยก ‘ปตท.สผ.’ เด่น แรงซื้อสุทธิสูงสุดผ่านบัญชี ‘เอ็นวีดีอาร์’