วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

“กลุ่มโรงกลั่น” เผชิญความเสี่ยงกำกับดูแล ลดค่าการกลั่น-คืนกำไรส่วนต่างเข้ากองทุน

“กลุ่มโรงกลั่น” เผชิญความเสี่ยงกำกับดูแล ลดค่าการกลั่น-คืนกำไรส่วนต่างเข้ากองทุน

“CGSI” เผยหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเผชิญความเสี่ยงจากการกำกับดูแล หลัง GRM เดือนมี.ค. สูงแตะระดับ 7.4 บาทต่อลิตร รัฐบาลมีความชอบธรรมในการขอเงินสนับสนุน-ลดค่าการกลั่น ซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำมันขาดแคลนจากประเทศกลุ่มอาหรับหยุดผลิต แนะนำ “ถือ”

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยว่า ในในปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงกลั่นมีความเสี่ยงที่จะถูกรัฐบาลเข้าแทรกแซงค่าการกลั่น (GRM) หรือขอการสนับสนุนทางการเงินโดยตรง เนื่องจากข้อมูลในเดือน มี.ค. 2569 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แสดงให้เห็นว่า GRM ของโรงกลั่นไทยสูงถึง 7.4 บาท/ลิตร 

GRM ที่พุ่งสูงขึ้นในเดือนมี.ค. 69 อาจดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมมากขึ้นในการกำหนดเพดาน GRM หรือขอสนับสนุนทางการเงินจากโรงกลั่น

ก่อนหน้านี้ในปี 2565 รัฐบาลได้เคยขอให้โรงกลั่นช่วยสนับสนุนทางการเงิน จากราคาน้ำมันดีเซลเคยพุ่งขึ้นแตะ 167 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ไม่ได้มีการนำมาตรการใดมาใช้เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลงก่อนในเดือน ก.ค.-ส.ค.

ทั้งนี้ การหยุดเดินเครื่องของโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลาง, รัสเซีย และสหรัฐ น่าจะทำให้ราคา น้ำมันดีเซลปรับขึ้นต่อ หลังน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งสูงทะลุ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

มองว่าหากไม่มีพระราชกฤษฎีกาขยายเพดานเงินกู้กองทุนน้ำมัน รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการอื่น เช่น ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน, กำหนดเพดาน GRM หรือปล่อยลอยตัวราคาขายปลีกน้ำมันให้เคลื่อนไหวตามราคาอ้างอิงสิงคโปร์ เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบแล้วกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทจากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล (ข้อมูลวันที่ 31 มี.ค.)

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพดาน GRM เท่ากันสำหรับโรงกลั่นทุกแห่งอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก BCP และ PTTGC น่าจะมี GRM สูงกว่า TOP, SPRC และ IRPC อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งปัจจุบันไม่มีกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซง GRM โดยตรงหรือบังคับให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยอุดหนุนทางการเงิน

การมีซัพพลายน้ำมันใช้จนถึงเดือน พ.ค. เป็นเรื่องท้าทาย

นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลแล้ว ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นอาจประสบปัญหาขาดแคลนซัพพลายน้ำมัน โดยเฉพาะหลังจากประเทศในอ่าวอาหรับหยุดการผลิตน้ำมันไปแล้ว 9-10 ล้านบาร์เรล

โดยน้ำมันดิบที่จะจัดส่งมาถึงไทยในเดือน เม.ย. 69  มีปริมาณราว 24 ล้านบาร์เรล เทียบกับประมาณการความต้องการที่ 36 ล้านบาร์เรลที่โรงกลั่นเดินเครื่องผลิตเต็มที่ ดังนั้น แม้ว่าโรงกลั่นอาจดึงสต็อกมาใช้เพื่อให้มีการดำเนินงานต่อเนื่องในระยะสั้น แต่การจัดหาน้ำมันดิบให้เพียงพอสำหรับการใช้กำลังการผลิตเต็มประสิทธิภาพจนถึงเดือนพ.ค. 69 อาจเป็นเรื่องท้าทาย

จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย เพราะดาวน์ไซด์ยังคงมีอยู่หากดีมานด์น้ำมันต่ำกว่าคาด และถึงแม้จะมีอัปไซด์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางแต่ก็อาจถูกหักล้างด้วยดีมานด์ที่อ่อนตัว