จากสถานการณ์ “การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไป” (IPO) ในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสภาวะ “Wait and See” อย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยลบทั้งจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการยกระดับมาตรฐานบัญชีที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้บริษัทที่มีคุณภาพหลายแห่งตัดสินใจชะลอการระดมทุนเพื่อรอจังหวะที่ชัดเจน
“พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์ กรุงเทพธุรกิจ ว่า สถานการณ์การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ที่ซบเซาในปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่คึกคัก ทำให้บริษัทที่มีคุณภาพก็ไม่อยากนำหุ้นออกมาขาย IPO อีกทั้งความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้น บริษัทจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนรอติดสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน
ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานบัญชี (PAE) ที่สูงขึ้น เป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงแรกสำหรับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ในเรื่องนี้ ก.ล.ต. มองถือเป็นการ “ยกระดับคุณภาพ”เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยสะท้อนในอดีตเคยมีบทเรียนจากการเร่งรีบทำ IPO ก่อนเกณฑ์ใหม่บังคับใช้จนได้บริษัทที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม แผนงานก.ล.ต. ในปีนี้จะมุ่งเน้นดึง “บริษัทต่างชาติ” ที่เข้ามาลงทุนโดยตรงในไทย โดยเฉพาะ “บริษัทจีน” ให้เข้ามาตั้งโรงงาน หรือ จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยการปรับแก้เกณฑ์บางประการ เช่น เรื่องการมีสัดส่วนการดำเนินงานในไทย และเกณฑ์ด้านบัญชีของบริษัทต่างชาติให้มีความยืดหยุ่นและจูงใจมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์และฮ่องกงได้
“ก.ล.ต. จะประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐบาล เพื่อสร้างแพ็กเกจแรงจูงใจให้น่าสนใจกว่าการไปจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อื่น”
พร้อมกันนี้ ได้มีการศึกษาธุรกิจบริษัทเทคโนโลยีและน้ำมะพร้าว พบว่าบริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานลูกค้าในไทย หรือสินค้าไทยที่ไปดังไกลในต่างประเทศ มักไปจดทะเบียนในที่ให้ Valuation (มูลค่าธุรกิจ) สูงกว่า เช่น ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ซึ่งมองจุดนี้ไทยต้องแก้โจทย์เรื่องประเมินมูลค่าธุรกิจใหม่
ขณะที่ ในส่วนบริษัทขนาดเล็กที่ต้นทุนการเป็นบริษัทมหาชนอาจสูงเกินไป ก.ล.ต. มุ่งส่งเสริมให้ใช้ช่องทาง Crowdfunding ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจมากในฝั่ง “ตราสารหนี้” รวมถึง “กระดานไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์” (LiVEx) จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อ ขายหุ้นของวิสาหกิจขนาดกลาง (SME) และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ด้วย
“ในปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมา โดยมีบริษัทที่อยู่ในกระบวนการรอ IPO ประมาณ 5 ราย ก.ล.ต. ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉยต่อความซบเซาของ IPO โดยกำลังเร่งอุดช่องว่างด้วยการสร้างความยืดหยุ่นทางเกณฑ์มาตรฐาน และประสานสิทธิประโยชน์ร่วมกับรัฐบาลเพื่อดึงบริษัทกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดทุนไทย”
สะท้อนข้อมูลนับตั้งแต่ 1-3 ม.ค. 2569 ก.ล.ต. รายงานมีคำขอที่ได้รับอนุญาตและพร้อมเสนอขาย IPO จำนวน 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร : บมจ. ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) และ บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ (PETPAL) รอเสนอขาย , สินค้าอุตสาหกรรม : บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เสนอขาย 1 เม.ย. ที่ผ่านมา , ทรัพยากร : บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ ( TEBP) รอเสนอขาย , อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง : บมจ.ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ออนิกซ์ (ONYXRT) รอเสนอขาย
ขณะที่ ยังมีอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ จำนวน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร : บมจ. กลุ่มภัทร (PHAT) , เทคโนโลยี : บมจ. ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) , สินค้าอุปโภคบริโภค: บมจ. แกรนด์ คอส กรุ๊ป (MER) และ อยู่ยังระหว่าง Pre-consult จำนวน 38 หลักทรัพย์
“สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในส่วนของสถานะการเสนอขายหุ้น IPO แม้จะมีบริษัทจำนวนมากยื่นความจำนงและมีการหารือร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ต่อเนื่อง แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะรอดูสภาวะตลาด (Wait and See) เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการระดมทุน
“เราได้พูดคุยกับที่ปรึกษาทางการเงิน ระบุว่ามีลูกค้าในมือจำนวนมากที่พร้อมจะเข้าตลาด แต่ปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก”
หากพิจารณาตามปัจจัยพื้นฐานแล้ว มองไทยยังคงมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ ความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ในอนาคต ซึ่งมักจะส่งผลให้ตลาดตีความไปในทิศทางเลวร้ายไว้ก่อน เมื่อเผชิญแรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะในปีนี้เผชิญความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ตลท. กำลังติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่าง ๆ ใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางต่อไป
อย่างไรก็ตาม แผนงาน ตลท. ในปีนี้ได้ “ปรับเปลี่ยนพันธกิจใหม่” ภายใต้แนวคิด SETPath “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสทุกคน โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ เสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดผ่านโครงการเรือธงอย่าง “โครงการ JUMP PLUS”ซึ่งมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติ คือ ด้านธุรกิจ, ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ JUMP PLUS แล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ซึ่งหากบริษัทเหล่านี้สามารถ “เพิ่มมูลค่า” และ “ศักยภาพ” ได้ตามเป้าหมายถือเป็นโอกาสสำคัญการลงทุนระยะยาว





