วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกชน’เบรกออก‘หุ้นกู้’ครึ่งแรก ThaiBMA ชี้หากสงครามลากยาว

‘เอกชน’เบรกออก‘หุ้นกู้’ครึ่งแรก ThaiBMA ชี้หากสงครามลากยาว

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า สถานการณ์ “หุ้นกู้ที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้” ประเมินหากสถานการณ์ยังมีความเสี่ยงต่าง ๆ ยังยืดเยื้อจากไตรมาสแรกที่ผ่านมานี้ ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อตลาดการเงินผันผวน และมีแรงกดดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น กระทบต่อสภาพคล่องภาคธุรกิจและการขยายตัวเศรษฐกิจไทย  

โดยคาดแนวโน้มหลังจากนี้ “หุ้นกู้ขอปรับโครงสร้างหนี้” อาจจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก แต่น่าจะอยู่ในกลุ่มเดิม ๆ ที่เคยขอปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องตึงตัวต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว จะเห็นหลายบริษัทใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้โดยการขอขยายเวลาชำระหนี้ หรือยืดหนี ออกไป เพื่อประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย

อย่างเช่น บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้และได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว หรือ  บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) ประสบปัญหาสภาพคล่องจนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ในเดือนมี.ค. และอยู่ในขั้นตอนเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อหาทางออก

‘เอกชน’เบรกออก‘หุ้นกู้’ครึ่งแรก ThaiBMA ชี้หากสงครามลากยาว

ขณะที่หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะหุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ออกใหม่ลดลงมาก และที่เคยมีปัญหาอยู่แล้วไม่สามารถออกใหม่ได้ ดังนั้นคาดเสี่ยงตรงนี้ไม่น่าเป็นห่วง 

“เมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่อง หุ้นผิดนัดชำระหนี้ ยังไม่ได้หมายถึงผิดนัดชำระทันที บริษัทจะขอประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดอายุการชำระหนี้, ยกเว้นเหตุผิดนัด หรือปรับอัตราดอกเบี้ย และการขอปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะล้มละลายเสมอไป หลายบริษัทที่ปรับโครงสร้างแล้วสามารถกลับมาจ่ายคืนหนี้ได้ครบตามปกติเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเราก็ยังติดตามสถานการณ์อย่างตาเนื่อง”

ในส่วนหุ้นกู้มีปัญหาในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 สมาคมฯท รายงานว่า สำหรับ “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” มี ทั้งหมด 4 ราย ขณะที่  หุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) มีการขอยืดระยะเวลาหรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้จากผู้ออก 3 ราย 

สำหรับภาพรวมมูลค่าการครบกำหนดในช่วงที่เหลือปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดรวมทั้งสิ้น 686,533 ล้านบาท โดยช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากที่สุดของปีอยู่ที่ 265,600 ล้านบาท และ 244,886 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วน 92% ของหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด เป็นกลุ่ม Investment Grade หลัก ๆ คือ กลุ่มไฟแนนซ์ , พลังงาน และ อสังหาฯ ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพคล่องดี หรือมีทางเลือกในการกู้ยืมผ่านธนาคารจึงทำให้ภาพรวมยังไม่น่ากังวล

‘เอกชน’เบรกออก‘หุ้นกู้’ครึ่งแรก ThaiBMA ชี้หากสงครามลากยาว

ขณะเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการและเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น รวมถึงทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวนสูงมากจนบางบริษัทตัดสินใจชะลอออกหุ้นกู้ช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 เพื่อรอจังหวะเหมาะสม

นางสาวอริยา กล่าวว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 171,889 ล้านบาท ลดลง 15.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยในหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade (IG) 162,219 ล้านบาท ลดลง 13% และกลุ่ม High Yield (HY) 9,670 ล้านบาท ลดลง 43.50% กลุ่มที่มียอดการออกหุ้นกู้สูง 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (Energy) อสังหาริมทรัพย์ (Property) อาหารและเครื่องดื่ม (Food)

“สาเหตุการลดลงของการออกหุ้นไตรมาส 1 ลดลง จากไตรมาส 1 มักเป็นช่วงบริษัท เตรียมเอกสารเพื่อไปออกหุ้นกู้จำนวนมากในไตรมาส 2 แต่มีเหตุการณ์สงครามเดือนมี.ค. ทำให้ Bond Yield กระชากตัวขึ้น บริษัทชะลอแผนรอจังหวะ ดอกเบี้ย ขณะที่บริษัทใหญ่หรือธนาคารที่มีสภาพคล่องล้น เลือกที่จะกลับไปใช้เงินกู้จากธนาคารแทนการออกหุ้นกู้ใหม่”

ขณะที่ แนวโน้มการออกหุ้นกู้ในไตรมาส 2/2569 คาดว่าซัพพลายที่จะออกมาอาจจะน้อยกว่าไตรมาสแรกได้ เนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้รอสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อ ชัดเจน และกลับมาออกหุ้นกู้ในจังหวะให้ดอกเบี้ยนิ่งก่อน

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ในปีนี้ที่ระดับเดิม 880,000-900,000 ล้านบาทไว้ก่อน โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับเป้า แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 จะชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังเหมือนกับปีที่ผ่านมา

แต่หุ้นกู้  Investment Grade มีมูลค่าคงค้างสูงถึง 94% ของตลาดหุ้นกู้ทั้งหมด โดยกลุ่มที่มีเรตติ้งตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป ยังคงสามารถระดมทุนได้มากกว่ายอดที่ครบกำหนด พบไตรมาส1/2569  มียอดออกใหม่ 1.62 แสนล้านบาท ขณะที่ครบกำหนด 1.5 แสนล้านบาท 

หุ้นกู้ High yieldมีมูลค่าเพียง 6% ของตลาด กลุ่มนี้ระดมทุนได้น้อยกว่ายอดที่ครบกำหนดอย่างเห็นได้ชัด โดยมียอดครบกำหนด 26,000 ล้านบาท แต่ระดมทุนใหม่ได้เพียง 9,600 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

‘เอกชน’เบรกออก‘หุ้นกู้’ครึ่งแรก ThaiBMA ชี้หากสงครามลากยาว

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า  ทิศทางเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในตลาดตราสารหนี้ไทยหลังจากนี้ยังประเมินได้ยาก และยังมีโอกาสไหลออกได้ หากยังมีความเสี่ยงต่างๆยังคงอยู่เช่นเดียวกับเดือนมี.ค. ที่พลิกมาเป็นขายสุทธิถึง 36,472ล้านบาทหลังเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน จากซื้อสุทธิในเดือนม.ค.และก.พ. รวม 56,061 ล้านบาท  ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569  เหลือซื้อสุทธิที่   19,589 ล้านบาท และมียอดการถือครองเท่ากับ 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

สำหรับภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงไตรมาสแรก ปีนี้มีมูลค่ารวม 18.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนเป็นองค์ประกอบหลักเกือบ 80% ของทั้งหมด 

ขณะที่ ภาครัฐ ยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินตามแผนงานที่วางไว้แน่นอน ทำให้โอกาสที่จะเลื่อนหรือชะลอการระดมทุนออกไปนั้นมีน้อยกว่าภาคเอกชน หากสถานการณ์ในตลาดพันธบัตรไม่เอื้ออำนวย เช่น ดอกเบี้ยผันผวนสูง  โดยทางสบน. สามารถปรับแผนการระดมทุนผ่านเครื่องมือที่หลากหลายรูปแบบ  เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด ปัจจุบันเห็นว่า มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ มีความรอบคอบ และรักษาวินัยการคลังที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต 

นอกจากนี้จากผลสำรวจมุมมองผู้เชี่ยวชาญและผู้ร่วมตลาดล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางคาดการณ์นโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในส่วนของประเทศไทยและสหรัฐ  โดยให้น้ำหนักไปที่การ "คง" อัตราดอกเบี้ยที่ 1% มากกว่าการปรับลด ท่ามกลางภาวะตลาดตราสารหนี้ที่เริ่มเห็นการขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทน 

อีกทั้งคาดว่า ในปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว 0.5% จากสิ้นไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์