"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (3 เม.ย.2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,454.00 จุด โดยปรับตัวลดลง 11.72 จุด หรือคิดเป็น 0.80% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,473.26 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,453.77 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 42,563.62 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
PTT ราคาปิด 34.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 3.52% มูลค่าซื้อขาย 3,360.77 ล้านบาท
GULF ราคาปิด 59.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.84% มูลค่าซื้อขาย 2,781.59 ล้านบาท
DELTA ราคาปิด 270.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 2,375.66 ล้านบาท
KBANK ราคาปิด 190.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.78% มูลค่าซื้อขาย 2,135,46 ล้านบาท
KTB ราคาปิด 35.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 2.07% มูลค่าซื้อขาย 1,955,08 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดทุนไทยในช่วงปิดตลาดยังคงอยู่ในภาวะผันผวนสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ โดยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีข้อจำกัดในการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น และมีโอกาสที่จะไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,500 จุดได้ง่ายนัก เนื่องจากยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน
ทั้งนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในระยะสั้น โดยให้แนวรับแรกอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,435 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากดัชนีปรับตัวหลุดระดับดังกล่าว อาจนำไปสู่แรงขายเพิ่มเติมจากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง ขณะที่เป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2569 ประเมินไว้ที่ 1,480 จุด สะท้อนมุมมองที่ยังระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพคล่องในระบบการเงินโลก
โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในระยะนี้ยังคงมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยตลาดมีความกังวลว่าอาจเกิดเหตุการณ์โจมตีซ้ำอีกครั้งก่อนที่สหรัฐฯ จะมีความชัดเจนในการปรับท่าทีทางการทูตหรือการถอนกำลังออกจากพื้นที่ ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเลือกขายลดพอร์ตเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ที่จะประกาศในคืนวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 65,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.4% อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงิน เนื่องจากจะทำให้ความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดลง หรือในกรณีเลวร้ายอาจทำให้เกิดมุมมองว่า เฟดอาจยังคงใช้นโยบายการเงินตึงตัวต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมที่จะประกาศในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญแรงขายจากความกังวลว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในระยะถัดไป และส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อโลก หากมีการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
ดังนั้น นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ปัจจัยแวดล้อมยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของตัวเลขเศรษฐกิจหรือสถานการณ์การเมืองอาจออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ





