บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ยังมีความไม่แน่นอนในการตอบโต้ของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า" ผลักให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะ WTI (หมดอายุ MAY26) ดีดตัว 11.4% ยืนเหนือ 111 ดอลลาร์ต่อบาเรล ขณะที่ BRENT (หมดอายุ JUN 2026)
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นโลกกลับไม่ได้ร่วงตาม โดยวานนี้สหรัฐฯ ทรงตัวราว -0.1% ถึง +0.2% และในเช้านี้เกาหลีใต้ +2.8% ญี่ปุ่น +1.4% อาจกำลังสะท้อนว่าตลาดเริ่มชินชากับกระแสข่าวรายวัน และกำลังคาดหวังกับการยุติสงครามในระยะข้างหน้า หลังเลขาฯ UN เรียกร้องสหรัฐ-อิสราเอลยุติสงครามอิหร่าน และยังมี 40 ประเทศทั่วโลกตั้งกลุ่มพันธมิตรผลักดันเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามและประเมินเหตุการณ์สงครามต่างๆ อย่างใกล้ชิด ว่าจะยืดยาว และขยายวงกว้างตามการตอบโต้ไปมาระหว่าง 2 ฝ่ายมากขึ้นหรือไม่ ?
กลยุทธ์หลีกเลี่ยงความผันผวน แนะนำถือเงินสด 30% ของพอร์ต พร้อมกับทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงเวลาย่อตัวลงมาตามตลาดฯ อย่าง หุ้นอิงราคา COMMODITY PTT, OR, NER, CPF หุ้นอิงต้นทุนพลังงานหากย่อลึก ICHI, GULF, BGRIM, หุ้นพลังงานทดแทน GUNKUL และหุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น KTB, BBL
อย่างไรก็ตาม สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทาง IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมัน 2 ครั้งในทศวรรษ 1970 และผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อก๊าซธรรมชาติรวมกัน ซึ่งส่งผลกระทบ โดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ
ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุดมีการประกาศขึ้นราคาดีเซลอีก 3.50 บาทดันราคาพุ่งทะลุ 47 บาท/ลิตร(ก่อนสงครามปะทุอยู่ต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร) โดย สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ในกรณีที่สงครามสิ้นสุดลงภายใน 2 เดือน อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวราว 1.4% แต่หากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น อาจเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 1%
ในแง่มุมของทิศทางดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มองว่าน่าจะเห็น กนง. คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% เพื่อรอดูผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และผลขอการส่งผ่านในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อน บวกกับเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันคือ COST-PUSH INFLATION ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยแก้ปัญหาด้านอุปทานไม่ได้แต่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้แย่ลง
กลยุทธ์รับมือตลาดหุ้นเมษายน 2569 ในยามนักลงทุนไม่ตอบสนองต่อประเด็นสงครามเท่าอดีตช่วงเดือน เม.ย.69 ตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนในระยะถัดไป จากที่เป็นช่วงส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่เศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียนให้ลดลง พร้อมกับความเข้มข้นของสภาพคล่องส่วนเกินที่ลดลงตาม
อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามในปัจจุบันดูเหมือนจะผ่อนคลายลง หลังนักลงทุนตอบสนองเชิงลบหรือชินชามากขึ้นขึ้นกับประเด็นดังกล่าว บวกกับมีวันหยุดยาวและวันหยุดสำคัญของทั้งตลาดไทยและสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง และทำให้ดัชนีไม่ผันผวนมากนัก
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ SELECTIVE โดยเน้นหุ้นปันผล ที่มีโอกาสได้เม็ดเงินจาก TISA เข้ามาหนุน โดยแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลักๆ ดังนี้
1. หุ้นได้ประโยชน์นโยบายการเงินเข้มขึ้น KTB, BBL, KBANK
2. หุ้นเข้าสู่ช่วง HIGH SEASON หน้าร้อนที่มีโอกาสร้อนขึ้นกว่าปีก่อน หุ้นโรงไฟฟ้า GULF, BGRIM และหุ้นเครื่องดื่มได้ประโยชน์จากธีมฟุตบอลโลกต่อ ICHI, SAPPE
3. หุ้นพลังงานทางเลือก GUNKUL
4. หุ้นอิงราคา COMMODITY ขยับขึ้น CPF, NER, OR, PTT





