ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 3 เม.ย.2569 เวลา 10.05 น.หุ้นกลุ่มโรงกลั่น ปรับตัวลดลง นำโดย
หุ้น BCP ร่วง 3.87% ลดลง 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 37.25 บาท
หุ้น SPRC ร่วง 3.65% ลดลง 0.25 บาท ระดับราคาอยูู่ที่ 6.60 บาท
หุ้น TOP ร่วง 3.26% ลดลง 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 44.50 บาท
หุ้น IRPC ร่วง 2.73% ลดลง 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.78 บาท
หุ้น PTT ร่วง 1.41% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.00 บาท
หุ้น PTTGC ร่วง 1.40% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 35.25 บาท
วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีกำลังเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ BCP และ SPRC ที่ราคาปรับตัวลดลงชัดเจน จากปัจจัยลบสำคัญมาจากกระแสข่าวภายในประเทศเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุม “ค่าการกลั่น” ซึ่งเป็นตัวแปรหลักของผลประกอบการในกลุ่มนี้ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักการลงทุน โดยรวมถึง TOP ที่มีแรงขายออกมาเช่นกัน ขณะเดียวกันตลาดยังจับตาทิศทางค่าการกลั่นในระยะถัดไป ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อแนวโน้มราคาหุ้น
ทั้งนี้ ในด้านปัจจัยต่างประเทศ มองว่า หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีเคลื่อนไหวตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยหากสงครามอิหร่านมีสัญญาณยุติ ราคาหุ้นในกลุ่มนี้มีโอกาสปรับตัวลดลง เนื่องจากแรงเก็งกำไรที่เคยหนุนราคาจะหายไป
โดยประเมินในกรณีดีที่สุด (Best Case) สงครามอาจยุติได้ภายในเดือนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้นักลงทุนที่เน้นเก็งกำไรควรใช้กลยุทธ์เทรดดิ้งตามข่าว และต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยหากเริ่มเห็นสัญญาณหยุดยิงหรือการเจรจาสันติภาพ ควรพิจารณาปรับพอร์ตทันที
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำแบ่งพอร์ตเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้น Defensive Stocks ที่มีความทนทานต่อความผันผวน เช่น GULF, KTB, CPF และ CPN และหุ้นฟื้นตัวหลังสงครามสำหรับการเล่นข้ามช็อตไปยังช่วงเศรษฐกิจฟื้น ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ ค้าปลีก ท่องเที่ยว และขนส่ง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามทั้งนโยบายภาครัฐและพัฒนาการของสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง เพื่อจำกัดผลกระทบจากความผันผวนในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นในระยะต่อไป





