สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน แม้ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาแถลงใหญ่ แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนของการยุติสงคราม ทำให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงเปราะบางและผันผวนต่อเนื่อง แรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวตามปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “หุ้นปันผลสูง” กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการลงทุนในช่วงตลาดผันผวน เนื่องจากสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา พร้อมทั้งสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับพอร์ต
“กรุงเทพธุรกิจ” พาไปสำรวจ 11 หุ้นในกลุ่ม SET50 ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีความมั่นคง และสร้างกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง จึงสามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ แม้ในช่วงตลาดผันผวน โดยหุ้นเหล่านี้ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงมากกว่า 5% ต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ปี และถูกมองว่าเป็น “หลุมหลบภัย” สำหรับนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
1.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 8.52%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 7.98%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 6.19%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 5.59%
บล.กรุงศรี ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มกำไรปกติปี 2569-2571 ขึ้น 30% เป็น 69,612 ล้านบาท (+16% y-y), 17% เป็น 60,959 ล้านบาท (-12% y-y) และ 63,843 ล้านบาท (+5% y-y) ตามลำดับ ตามการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569-2571 ที่ 8-22% เป็น 79, 70, 70$/bbl (Vs. เดิม 65.0$/bbl) จาก supply น้ำมันที่ตึงตัวมากขึ้นจากผลกระทบการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด รวมถึงปรับราคาก๊าซฯเพิ่มตาม 3-5% (ราคา lag น้ำมันดิบ 6-12 เดือน)
ทั้งนี้ ปรับเพิ่มเป็น 160 บาท และปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด, ทำกำไรและจ่ายปันผลดีขึ้นกว่าเดิม 17-30% ในช่วง supply พลังงานตึงตัวขึ้น จากทั้ง supply disruption ตรงช่องแคบฮอร์มุซ และทั่วโลกต้องใช้เวลาในการ re-stock น้ำมันกลับเข้า SPR ระยะสั้น core operation มีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ที่คาดฟื้นตัวได้ y-y q-q ตามปริมาณขาย (y-y)ที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งใหม่และ ASP (y-y q-q) ที่supply disruption ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มองความผันผวนจากรายการพิเศษ hedging loss (ส่วนใหญ่ non-cash) ที่อาจกดดันกำไรสุทธิเป็นโอกาสทยอยซื้อ
2.บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) LH
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 8.47%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 9.90%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 7.36%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 6.54%
บล.บัวหลวง ระบุว่า คาดว่ากำไรไตรมาส 1/69 จะเพิ่มขึ้นYoY แต่ลดลง QoQ การเติบโต YoY จะได้รับแรงหนุนจากฐานการโอนโครงการที่ต่ำในไตรมาส 1/68 รายได้ค่าเช่าและโรงแรมที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจากการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของสินทรัพย์ที่เพิ่งเปิดดำเนินการรวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบ QoQ กำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากจุดสูงสุดในไตรมาส 4/68 ตามฤดูกาลของธุรกิจโรงแรมที่อ่อนตัวหลังช่วงไฮซีซั่นการชะลอตัวของการโอนโครงการหลังการเร่งโอนปลายปีและการแข่งขันด้านราคาที่ต่อเนื่องในตลาดแนวราบ ซึ่งยังจำกัดการขยายตัวของมาร์จิ้น
ทั้งนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงผู้บริหารให้แนวทางปี 2569 อย่างระมัดระวัง สะท้อนความระมัดระวังต่อธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทมีแผนเปิดโครงการแนวราบเพียง 2โครงการ มูลค่ารวม 3.66 พันล้านบาท (ลดลง 60% YoY) และถือเป็นมูลค่าเปิดโครงการต่าสุดนับตั้งแต่ปี 2551
กลยุทธ์หลักเน้นการบริหารและเร่งขายโครงการพร้อมขาย (มูลค่า 7.6หมื่นล้านบาท จาก 73 โครงการ) มากกว่าการขยายตัวผู้บริหารตั้งเป้ายอดจองซื้อที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% YoY) ยอดโอนโครงการที่ 1.7 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น30% YoY) หนุนจากการก่อสร้างคอนโด Wan Vala เสร็จสมบูรณ์ รายได้ค่าเช่าและโรงแรมตั้งเป้าที่ 9.9 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 23–24% YoY) จากการรับรู้รายได้เต็มปีของ GCP Lumpini และ Prestige Hotel โรงแรมใหม่ GCP Voyage Pattaya (494ห้อง) มีกำหนดเปิดดำเนินการในไตรมาส 4/69
อย่างไรก็ตาม คงคำแนะนำถือ สำหรับ LH แม้ว่ากาไรเริ่มทรงตัวYoY และรายได้ประจำจากธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากอุปสงค์ที่อ่อนตัว การแข่งขันสูง และการเปิดโครงการใหม่ที่จำกัด
3.บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) SCB
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 7.51%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 8.80%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 6.31%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 7.78%
บล.กรุงศรี ระบุว่า คาด SCB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 1.10 หมื่นล้านบาท กำไรลดลง -12% y-y เพราะรายได้ดอกเบี้ย (NII) ลดลง -11%y-y จาก NIM ที่ 3.17% ลดลงจากไตรมาส 1/68 ที่ 3.67% จากการลดลงของดอกเบี้ยนโยบายนอกจากนั้นสินเชื่อรวมลดลง -0.1% q-q คิดเป็น -0.1%YTD จากสินเชื่อรายย่อย รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง-1% y-y จากการลดลงของเงินลงทุน (FVTPL)
ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น +8% q-q เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลดลง-4% q-q จากปัจจัยฤดูกาล และค่าใช้จ่ายสำรอง(ECL) ลดลง -20% q-q จากช่วงที่ผ่านมาตั้งสำรองล่วงหน้ามาแล้ว สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio คาดที่3.30% ทรงตัวจากไตรมาส 4/68 คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/68
หากกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 เป็นไปตามคาด จะทำให้คิดเป็น 25% ของกำไรสุทธิทั้งปี เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ลดลง y-y และq-q จากการลดลงของ NIM จากดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลง และการลดลงของเงินลงทุน จากได้ประโยชน์จากพันธบัตรลดลง สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio คาดเพิ่มขึ้นq-q จากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำ NEUTRAL และคงปี 2569 ที่ 145 บาท เพราะ SCB เป็นธนาคารที่มีปันผลเด่น dividend yield สูงอันดับต้นในกลุ่มธนาคารที่ 7-8% ต่อปี โดยครึ่งปีหลังของปี 2568 จ่ายปันผลที่ 9.28 บาท/หุ้น dividend yield 6% ขึ้น XD วันที่ 20 เม.ย.2569
4.บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TISCO
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 7.01%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 7.87%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 7.77%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 6.83%
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หากเป็นไปตามคาดกำไรสุทธิ TISCO ในไตรมาส 1/69 จะคิดเป็น 24.4% ของประมาณการทั้งปี และเรายังคงประมาณการเดิม โดยคาดแนวโน้มไตรมาส 2/69 ยังเติบโตต่อ YoY และ QoQ หลังบริษัทเริ่มกลับมาขยายสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีหลักประกัน ช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมธนาคารปรับขึ้นต่อ รวมถึงคาดการตั้งสำรองจะผ่อนคลายลงจากฐานสูงในไตรมาส 1/69 เพราะมองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ TISCO ยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง มี Coverage Ratio สูงที่ 169% และ TISCOได้ตั้งสำรองส่วนเกินไปแล้ว หนุนให้คงคาดทั้งปีนี้ TISCO จะมีกำไรสุทธิ 6,909 ล้านบาท โต 3.8% YoY
แม้ปัจจุบันราคาหุ้น TISCO ไม่มี Upside เหลือ เทียบกับมูลค่าพื้นฐานปี 2026 เดิมที่ 110 บาท แต่เรามองว่า TISCO ยังเป็นธนาคารขนาดกลาง/เล็กที่ให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนโดดเด่น โดยเงินปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งปีหลังของปี 2568 อยู่ที่หุ้นละ 5.75 บาท คิดเป็น Div. Yield 5.1% (XD วันที่ 29 เม.ย.2569 และจ่ายปันผลวันที่ 19 พ.ค.2569) ส่วนปีนี้คาดเงินปันผลหุ้นละ 7.8 บาท คิดเป็น Div. Yield 6.9% จึงคงคำแนะนำ TRADING
5.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 6.62%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 6.30%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 5.59%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 6.62%
บล.บียอนด์ ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาน้ามันทรงตัวในระดับสูงมีความเสี่ยงที่อุปสงค์จะชะลอตัวลงตามกลไกราคาเราอ้างอิงประมาณการของ EIA คาดว่าราคาน้ามันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 และทยอยปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 หากการขนส่งผ่านช่องแคบ Homuz ใช้ได้ปกติ แต่ในทางตรงกันข้ามความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นส่งผลให้ราคาน้ามัน Brent ปรับตัวขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม อยู่ที่ 112 ดอลลาร์/บาร์เรลมีแนวโน้มกดดันการบริโภคโดยคาดว่าอุปสงค์น้ามันจะปรับตัวลดลงชั่วคราวในช่วงมี.ค.–เม.ย.อาจลดลงราว 0.17 ล้านบาร์เรล/วัน
ในส่วนของ LNG ความตึงเครียดการปิดช่องแคบ Homuz และเหตุโจมตีใน Qatar ส่งผลกระทบโครงสร้างต่อห่วงโซ่อุปทาน LNG ประมาณ 80 ล้านตัน โดยเฉพาะฝั่งเอเชียพึ่งพาการนาเข้า LNG จากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 81% การปิดช่องแคบ Homuz ทำให้การขนส่งLNG ไม่สามารถด าเนินการได้ตามปกติและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อกาลังการส่งออกในระยะยาวราว 10 ล้านตัน ซึ่งบริษัทแก้ไขปัญหาโดยนำเข้าจากทางประเทศอื่นมากขึ้นเช่นประเทศอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย Re-rating จากUpside ของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี
ทั้งนี้ เราปรับคำแนะนำเป็นซื้อจากถือที่ราคาเป้าหมาย 39.00 บาทณสิ้นปี 2569 อ้างอิงวิธีประเมินมูลค่า Sum of the Parts (SOTP) สะท้อนการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากสมมติฐานค่าการกลั่น(GRM) และ Product Spreads ที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดพลังงานและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้นส่งผลเชิงบวกต่อกำไรของแต่ละธุรกิจ
6.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) BANPU
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 6.10%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 6.85%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 13.78%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 5.04%
บล.บัวหลวง ระบุว่า BANPU มีแนวโน้มได้รับประโยชน์อย่างมากจากสงคราม เนื่องจากธุรกิจหลักคือถ่านหิน (คิดเป็น 50% ของ EBITDA ปี 2568) และก๊าซ (24% ของ EBITDA ปี 2568)จากการปรับเพิ่มคาดการณ์อุปสงค์ถ่านหินในปีนี้ เราปรับเพิ่มประมาณการราคาถ่านหินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11% เป็น 125 เหรียญสหรัฐต่อตันและปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญเป็น 6,987 ล้านบาท (พลิกกลับ YoY)
ดังนั้นราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ของเราจึงปรับเพิ่มจาก 5.80 บาท เป็น 7.10 บาท (อิงจากวิธี SOTP) พร้อมปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อ ปัจจัยหนุนคำแนะนำ ซื้อมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิปี 2569 ที่กลับมาเป็นกำไรอย่างชัดเจนระดับมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง (PBV ปี 2569 เพียง 0.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 5.7%
7.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) KKP
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 6.04%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 5.82%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 6.47%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 7.10%
บล.กรุงศรี ระบุว่า หากกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 เป็นไปตามคาด จะทำให้คิดเป็น 26% ของกำไรสุทธิทั้งปี เราคาดไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น y-y ทรงตัว q-q จากการเพิ่มขึ้นของ NIM จากต้นทุนทางการเงินปรับลง จากดอกเบี้ยปรับลดลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ จากรายได้ที่เกิดจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งสำหรับคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio คาดเพิ่มขึ้นq-q จากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำซื้อและคงราคาเหมาะสมที่ 82 บาท เพราะธนาคารบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี รวมถึงคาดธนาคารสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผล dividend yield ที่ 8% ต่อปีโดยเงินปันผลครึ่งปีหลังของปี 2568 ที่ 4.20 บาท/หุ้น คิดเป็นdividend yield ที่ 6% ขึ้น XD วันที่ 29 เม.ย.2569
8.บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) EGCO
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 5.70%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 5.56%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 5.08%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 5.75%
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า EGCO คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ระดับ 1,000-1,200 ล้านบาท สามารถพลิกกลับมาเติบโต QoQ ได้จากฐานต่ำในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่คาดสูงขึ้น หลังไม่มีการปิดซ่อมบำรุง รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Lindenจากเดิม 28% เป็น 38% เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา และโครงการ APEX ที่ทำการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2 โครงการ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่YoY คาดกำไรปกติลดลง เพราะถูกกดดันจากรายได้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน Quezon (QPL)ในฟิลิปปินส์ที่ลดลง ตามสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ (ราคาขายไฟฟ้าต่ำกว่าฉบับเดิม)
สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล บริษัทฯ ยืนยันจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในอนาคตที่ 6.50 บาท/หุ้น/ปี (หากอิงกำไรปี 2569 คิดเป็น Payout Ratio ที่ 84%)
9.บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) TCAP
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 5.67%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 6.34%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 6.26%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 6.09%
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ส าหรับปีนี้ เบื้องต้นเราคาด TCAP จะมีกำไรสุทธิ 7,690 ล้านบาท ทรงตัว YoY โดยมองว่า รายได้ดอกเบี้ยรับมีโอกาสชะลอลงต่อ จากการปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อบางส่วนให้ลูกค้า และฐานของสินเชื่อรวมที่ลดลง ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดชะลอตัวจากกำไรเงินลงทุนที่ลดลง
ขณะที่ค่าใช้จ่ายอาจปรับตัวขึ้นเพราะไม่มีการกำไรจากการขายรถบรรทุกมือสองเข้ามาช่วย แต่ทั้งนี้คาดการตั้งสำรองยังปรับลดลงต่อเนื่อง จากผลของการคัดกรองสินเชื่อใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น
ทั้งนี้ มีมุมมองเป็นกลางต่อผลดำเนินงานของ TCAP ที่ออกมาใกล้เคียงที่ตลาดคาด และมอง TCAP เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปันผลดี ล่าสุดบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งปีหลังของปี 2568 หุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.5% ส่วนปี 2026 คาดเงินปันผลหุ้นละ 3.67 บาท คิดเป็น Div. Yield 5.9% แต่ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside เหลือจากมูลค่าพื้นฐานปีนี้ที่ 54 บาท จึงคงคำแนะนำ TRADING
10.บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) RATCH
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 5.42%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 5.33%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 5.08%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 5.29%
บล.กรุงศรี ระบุว่า RATCH เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงด้านราคาต้นทุนพลังงานไม่สูง บนโครงสร้างปัจจุบัน สัดส่วน Equity MW แบ่งเป็น 61% โรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในไทย, ลาวและอินโดนีเซียซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนไปที่ภาครัฐได้ ขณะที่ 32% เป็นพลังงานหมุนเวียนในไทยและต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้รับผลเชิงลบจากราคาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ในภาพรวมได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด
ทั้งนี้ คาดแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้นy-y จาก RAC ซึ่งคาดกระแสลมในออสเตรเลียกลับสู่สภาวะปกติ และคาดการปิดซ่อมของโรงไฟฟ้าที่มีContribution ต่อกำไรสูงอย่างPaiton และHongsa ลดลงy-y หลัง Paiton มีการท าMajor Overhaul ไปแล้วในไตรมาส 1/68
สำหรับ คำแนะนำ Neutral บนปี 2569 เดิม 30.0 บาทอิง SOTP เชิงกลยุทธ์ยังคงมอง RATCH เหมาะแก่การถือเพื่อรับปันผลบนความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานที่ต่ และ Dividend Yield ปีนี้ราว 5% ซึ่งประเมินจากงบดุลและนโยบายปันผลปัจจุบัน คาดสามารถรักษา DPS ไว้ที่ 1.6 บาท/หุ้นได้อย่างสม่ำเสมอ
11.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP
- เงินปันผลปี 2568 ที่ 5.28%
- เงินปันผลปี 2567 ที่ 12.04%
- เงินปันผลปี 2566 ที่ 6.88%
- เงินปันผล YTD 2569 ที่ 3.75%
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส /69 ยังมีปัจจัยหนุนจากโอกาสรับรู้กำไรสต็อกน้ำมัน (WTI +34% จาก ณ สิ้นงวด ไตรมาส 4/68), ส่วนต่างราคา อะโรมาติกส์ PX BZ พุ่งขึ้นอย่างมาก, ค่าใช้จ่ายลดลงตามปัจจัยฤดูกาล, กำไรธุรกรรมซื้อคืนหุ้นกู้ต่างประเทศก่อนกำหนด ขณะที่ครึ่งปีหลังของปี 2569 มีปัจจัยบวกจากการกลับมาเปิดใช้งานท่อรับน้ำมัน SBM และการเติบโตระยะยาวจากโครงการ CFP ปี 2570 –2571 คงราคาเหมาะสม 58.00 บาท ปัจจุบันหุ้นเริ่มมี Upside Gain เปิดกว้างเรามองว่า Risk vs Reward เริ่มจูงใจจึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อ สำหรับลุ้นการรีบาวด์จากการพุ่งขึ้นของส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปขั้นกลาง





