วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกเพิ่มน้ำหนัก ‘กลุ่มรับเหมา’ รับเมกะโปรเจกต์มูลค่า ‘7 แสนล้าน’ 

โบรกเพิ่มน้ำหนัก ‘กลุ่มรับเหมา’ รับเมกะโปรเจกต์มูลค่า ‘7 แสนล้าน’ 

“กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง จากแรงหนุนการเร่งลงทุน “โครงสร้างพื้นฐาน” ของรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าโครงการที่รอเปิดประมูลสะสมพุ่งแตะระดับกว่า 7 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป ขณะที่นักวิเคราะห์แนะนำ “เพิ่มน้ำหนักลงทุน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างและอัตรากำไรของผู้ประกอบการในระยะสั้น

โบรกเพิ่มน้ำหนัก ‘กลุ่มรับเหมา’ รับเมกะโปรเจกต์มูลค่า ‘7 แสนล้าน’ 

“สุวัฒน์ สินสาฎก” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจน หลังการจัดตั้งและแต่งตั้งทีมบริหารรัฐบาลชุดใหม่ โดยคาดรัฐบาลจะเร่งเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้กลับมาเติบโตเป็นบวก หลังจากปีก่อนภาครัฐมีอัตราการเติบโต “ติดลบ”

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พบว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่หนุนการฟื้นตัวของกลุ่มรับเหมา ได้แก่ 1.นโยบายรัฐเร่งกระตุ้น GDP รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ ทางด่วนและสะพานจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินในระบบและส่งผลบวกต่อทั้งเศรษฐกิจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

2. ภาคการใช้จ่ายภาครัฐในปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะหดตัว แต่ปีนี้มีแนวโน้มกลับมาเติบโตเป็นบวก ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างปรับตัวดีขึ้น และ 3.การบริหารงานภายใต้ทีมผู้นำที่มีประสบการณ์ด้านโครงการขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงต้องติดตาม แต่ในโครงการภาครัฐส่วนใหญ่มีเงื่อนไขสัญญาปรับราคา หรือ ค่า K ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่ปัจจัยด้านต้นทุนจะไม่เป็นอุปสรรคสำคัญ

สำหรับมุมมองการลงทุน แนะนำ 3 หุ้นเด่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ STECON และ CK ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงในการรับงานโครงการภาครัฐ ขณะที่ STPI ที่มีความน่าสนใจจากการขยายงานในต่างประเทศเข้ามาเสริมรายได้

ทั้งนี้ คาดว่าการฟื้นตัวของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเริ่มเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปลายปีนี้ โดยความเร็วในการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายของภาครัฐเป็นสำคัญ

“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเริ่มมีความชัดเจนและกลับมาน่าสนใจมากขึ้น หลังพบว่ามีโครงการจากภาครัฐรอการเปิดประมูลจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ พบมูลค่าโครงการภาครัฐอยู่ระหว่างรอการเปิดประมูลมีรวมกันสูงถึงประมาณ 700,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ โดยคาดเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เริ่มบริหารงานเต็มรูปแบบจะมีการเร่งผลักดันโครงการและทยอยเปิดประมูลต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเข้ารับงาน

ในส่วนของหุ้นเด่น มองเป็น CK ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีโอกาสสูงในการคว้างานจากโครงการภาครัฐ โดยปัจจุบัน CK มีงานในมืออยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ในระยะถัดไป

นอกจากนี้ ในปีนี้ CK ยังตั้งเป้าหมายคว้างานใหม่จากภาครัฐเพิ่มเติมราว 260,000 -270,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวมทั้งหมด 700,000 ล้านบาท สะท้อนโอกาสการเติบโตที่ยังมีอยู่อีกมาก

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ยังคงให้น้ำหนักการลงทุน Overweight ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง

“ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้ปรับตัวลดลงมาในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว ทำให้มูลค่าหุ้นเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง”

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนแม้ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยลบ แต่ด้วยระดับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาแล้ว แนะนำให้ทยอยเข้าลงทุน โดยเน้นเลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนต่ำกว่าอย่าง CK เป็นหลัก ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ที่มีสัดส่วนจากภาคเอกชนมากกว่าจะช่วยลดความผันผวนจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารโครงการได้ดีกว่าในภาวะปัจจุบัน