บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มองหาปลายทางจากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยเดิน 2 เกมพร้อมกันคือ ส่งสัญญาณเปิดทางการเจรจา และข่มขู่เพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หากอิหร่านไม่ยอมตกลง
อย่างไรก็ตาม การกล่าวสุนทรพจน์ไพรม์ไทม์จากทำเนียบขาวของทรัมป์เช้านี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงด้วยโทนแข็งกร้าวว่า เป้าหมายหลักทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่สหรัฐ จะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงในช่วง 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า พร้อมกับมีการยื่นคำขาดว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง สหรัฐจะโจมตีและทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งของอิหร่าน และจะนำพาอิหร่านกลับไปสู่ยุคหิน
ซึ่งเป็นการทำลายความหวังก่อนหน้าเรื่องการยุติสงคราม ทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้น พร้อมกับดันราคาน้ำมันพุ่งแรง โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้จากที่เปิดบวกเริ่มพลิกกลับมาติดลบราว -2.8% ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สร่วงเกิน 300 จุด ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง 1.4% ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยืนหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นเพียงผลกระทบ "ระยะสั้น" ที่เกิดจากการโจมตีของอิหร่าน และยืนยันว่าราคาน้ำมันจะกลับมาลดลงอย่างรวดเร็ว
เช้านี้ตลาดหุ้นย่อแรง -1% ถึง 2%และราคาน้ำมัน +5% หลังทรัมป์แถลง ยังคงจะโจมตีอิหร่านอยู่ ถ้ายังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ช่วงที่ผ่านมา เสียงสะท้อนจากตลาดหุ้น เรื่องสงครามสหรัฐกับอิหร่าน มีสัญญาณที่ผ่อนคลายขึ้น ดังนี้
- ราคาน้ำมัน BRENT เริ่มขยับมาเข้าใกล้ WTI ที่ระดับปกติมากขึ้น +4 ถึง 5 ดอลลาร์
- สัญญาน้ำมันฟิวเจอร์สสิ้นปีนี้ลงเร็ว และวิ่งเข้าใกล้ช่วงก่อนเกิดสงคราม
- หุ้นค้าอาวุธทยอยย่อตัวลงมาเรื่อยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
กลยุทธ์แนะนำ ถือเงินสด 30% ทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงที่ย่อตัวลงมาจากความผันผวนจากปัจจัยภายนอก อย่าง CPF, PTT, OR, NER, GULF, BGRIM, ICHI, CBG, GUNKUL, KTB, BBL
แม้สถานการณ์สงครามดูผ่อนคลายลง ...แต่ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเริ่มเห็นผ่านเงินเฟ้อ
เดือนมี.ค.69 ราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ปรับตัวขึ้นแรง41%ได้ส่งผ่านมายังระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานระดับสูง โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด นอกจากนี้ ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง
โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือนม.ค.26 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อยู่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถ และพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต
ดังนั้น จึงเห็นการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในไทยโดยเฉพาะดีเซล ที่ปรับขึ้นมาจาก 29.94 บาท/ลิตร มาสู่ระดับ 44.24 บาท/ลิตร หรือปรับขึ้นมากว่า 14 บาท/ลิตร ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อเนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และกดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที
โดย สศช.ประเมินว่า ราคาดีเซลขึ้น 1 บาท/ลิตร GDP ไทย จะลดลง 0.02%(ล่าสุดปรับขึ้นมา 14 บาท/ลิตร กดดัน GDP ลดลง 0.28%) ซึ่งล่าสุดเห็นสัญญาณของเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ผ่านเงินเฟ้อของฝั่งยุโรปในเดือนมี.ค.69 ที่ปรับตัวสูงขึ้นราว 1% ทุกประเทศจากเดือนก.พ.69
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน (22 ก.พ.2022) ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (เส้นสีส้มแตะจุดสูงสุดที่ $127.98) นำไปสู่การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อไทย (เส้นสีแดง) ที่สูงถึง 7.86%YOY ทำให้ช่วงกลางปี 2022 ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.50% เป็น 0.75% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งหลังจากนั้นจะเห็นว่าทั้งเงินเฟ้อ และ GDP มีทิศทางที่ลดต่ำลง ดังนั้นสงครามรอบนี้อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทิศทางเงินเฟ้อ และกรอบนโยบายการเงินคล้ายคลึงกับตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





