ราคาหมูหน้าฟาร์มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 58 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ราว 74 บาท หุ้น TFG ปรับตัวขึ้นนำกลุ่ม โดยราคาเพิ่มขึ้น 4.55% มาอยู่ที่ 9.20 บาท จากอานิสงส์ราคาหมูที่สูงขึ้น โบรกแนะ TFG และ BTGชี้นอกจากจะได้รับประโยชน์จากราคาเนื้อสัตว์แล้ว ยังมีจุดเด่นที่โครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6-10%
KEY POINTS
- ราคาหมูหน้าฟาร์มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 58 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ราว 74 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นกลุ่มปศุสัตว์ปรับตัวขึ้น
- หุ้น TFG ปรับตัวขึ้นนำกลุ่ม โดยราคาเพิ่มขึ้น 4.55% มาอยู่ที่ 9.20 บาท จากอานิสงส์ราคาหมูที่สูงขึ้น
- โบรกเกอร์แนะนำหุ้น TFG และ BTG โดยชี้ว่านอกจากจะได้รับประโยชน์จากราคาเนื้อสัตว์แล้ว ยังมีจุดเด่นที่โครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6-10%
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย" ณ วันที่ 2 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. หุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์บวก นำโดย
- หุ้น TFG บวก 4.55% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ท่ 9.20 บาท
- หุ้น BTG บวก 1.23% เพิ่มขึ้น 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.60 บาท
- หุ้น GFPT บวก 1.06% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.55 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ใหัสัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บรรยากาศการลงทุนในกลุ่มปศุสัตว์กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังราคาหมูหน้าฟาร์มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 58 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาอยู่ที่ราว 74 บาท
ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเนื้อสัตว์ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยเฉพาะ TFG ที่ปรับขึ้นนำกลุ่มในวันนี้
ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากแนวโน้มราคาโภคภัณฑ์ในกลุ่มปศุสัตว์ที่มีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามโลกที่ยังคงกดดันด้านอุปทานและต้นทุน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งต่างประเทศ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า สงครามอาจยุติลงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมให้ปรับตัวลง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นแรงหนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น
"แม้สถานการณ์สงครามจะคลี่คลาย แต่โอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงกลับไปอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังเป็นไปได้ยาก โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มฮูตีที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง"
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในกลุ่มอาหารแนะนำเป็นกลาง เนื่องจากราคาหุ้นยังคงผันผวนตามปัจจัยภายนอก แต่ตลาดในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่าตลาดส่งออก
โดย หุ้นเด่น แนะนำ ได้แก่ TFG และ BTG ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงยังช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกบางส่วน ขณะที่จุดเด่นสำคัญของทั้งสองบริษัทคือโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 0.5 เท่า
อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูงราว 6-10% ถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนสูงในปัจจุบัน





