ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือน จนส่งผลให้ “ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง” กดดัน “ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยผันผวนหนัก” สะท้อนผ่านในรอบ 1 เดือน (มี.ค. 2569) “ต่างชาติ” ขายสุทธิหุ้นไทย 39,638.43 ล้านบาท แม้ภาพรวม 3 เดือนแรก ต่างชาติจะยังครองสถานะ “ซื้อสุทธิ” อยู่ที่ 19,186.93 ล้านบาท พลิกฟื้นจากปีก่อนที่ขายหนัก 1.1 แสนล้านบาท
แต่นักวิเคราะห์หลากหลายสำนักกลับมองเห็น “โอกาส” และ “จุดแข็ง” ของหุ้นไทยที่อาจกลายเป็น “หลุมหลบภัย” (Safe Haven) ที่สำคัญของนักลงทุนในภูมิภาค เนื่องจาก “หุ้นไทย” มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานสูง รวมถึงความแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตอาหารของโลก ซึ่งอาจกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังระส่ำระสาย
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 ช่วงแรกตลาดหุ้นไทยรับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออกมาจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียตามกระแสเก็งกำไรบนคาดการณ์จะมีการปรับลดชั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่เป็นตลาดชายขอบ
หากพิจารณาเฉพาะเดือนมี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิราว 4 หมื่นล้านบาท บนความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยเฉพาะเนื่องจากไทยมีการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง วิกฤติอุปทานพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรงจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อไทยค่อนข้างมาก
สำหรับแนวโน้มฟันโฟลว์หลังจากนี้คาดจะชะลอลงในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะเทียบกับต้นปีที่ต่างชาติซื้อหุ้นไทยเข้ามามากในระยะเวลาอันสั้น ท่ามกลางความเสี่ยงเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่ดูยังยืดเยื้อและไม่ชัดว่าจะจบลงเมื่อไร
ทิศทางตลาดหุ้นไทย ในไตรมาส 2 ปี 2569 จึงมองจะมีความผันผวนมากขึ้น ในช่วงต้นไตรมาสก่อนสงกรานต์ตามสถิติแล้วตลาดหุ้นไทยมักจะทำผลงานได้ดี แต่หลังเทศกาลวันหยุดยาวอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังจากความผันผวนที่สูงขึ้น ประเมินกรอบของดัชนีเดือน เม.ย. ที่ 1,385-1,480 จุด
ดังนั้น ปัจจัยต้องติดตามนั้นไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและแนวโน้มเงินเฟ้อภายหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสูง หุ้นแนะนำสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า แนวโน้มฟันด์โฟลว์ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทย แม้ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แต่ยังคง “มุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง”
ต่อตลาดหุ้นไทย คาดผ่านจุดสูงสุดความขัดแย้ง และเข้าสู่ช่วงลดความรุนแรงลงประเมินกรอบดัชนีเดือนเม.ย. ที่ระดับ 1,400-1,500 จุด
สำหรับตัวดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าคือ ภาคอุตสาหกรรมโลกฟื้น ทำให้กลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ที่คิดเป็น 1 ใน 3 ของกำไรหุ้นไทย (พลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ แพคเกจจิ้ง อื่นๆ) มักจะเห็นกำไรขาขึ้น, ROE ขยายตัว มักมาพร้อมกับการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่า/Valuations (valuation re-rating cycle) ขณะเดียวกัน มูลค่าหุ้นไทย (Valuations ) ยังซื้อขาย ต่ำค่าเฉลี่ยระยะยาว ตอนนี้ PER 15 เท่า ต่ำกว่าคาดเฉลี่ยระยะยาว 0.6SD
ประกอบกับ เสถียรภาพรัฐบาลค่อนข้างสูง และ BOI fast pass ทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนของไทยสูงขึ้น หลังกำลังเข้าสู่วัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้ง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางหนุน เงินลงทุนโดยตรง (FDI) เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หลังสงครามสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่านยึดเยื้อกว่า 4 สัปดาห์แล้ว เรามีการปรับฉากทัศน์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสถานการณ์ใน
ตะวันออกกลางและความเคลื่อนไหวของ SET Index ในปัจจุบัน คาดการณ์ “กรณีฐาน” (ให้น้ำหนัก 80%) ว่าจะเจรรจาได้ในไม่ไม่กี่ สัปดาห์ข้างหน้ากายในเดือนคาคราคาน้ำมันจะกยอยอ่อนตัวลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบจีดีพีราว 0.2-0.3% และเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,430 จุด
หากสถานการณ์บานปลายต่อเนื่อง (Worse Case ให้น้ำหน้ก 20%) ราคาน้ำมันจะค้างสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย ต่อปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 1.0% ส่งผลให้เป้าหมายดัชนี ปรับลดลงเหลือ 1,300 จุด
ทั้งนี้ ยังมองภาพหุ้นไทยคือ หลุมหลบภัยในช่วงตลาดโลกขาลง คล้ายกับที่เกิดขึ้นปี 2565 ที่มีความทั้งวลเกี่ยวกับเงินเพื่อที่สูงขึ้น วิกฤติพลังงานจากสงครามรัสเชีย-ยูเครน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด สะท้อนในผลตอบแทนหุ้นไทยที่ยังเป็นบวกปีนี้ 15% (YTD) สวนทางหุ้นโลกที่ปรับตัวลง ส่วนหนึ่งนอกจากจะเป็นเพราะหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและหุ้นโภคภัณฑ์เกี่ยวข้องในสัดส่วนที่สูงราว 1 ใน 5 ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งกำลังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นแล้ว และยังมีความมั่นคงทางอาหารในฐานะ “ครัวของโลก” ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากสถานการณ์สงคราม ในแง่ของ Valuations หุ้นไทยอยู่ในระดับที่ไม่แพง
โดยเฉพาะหากไม่รวมหุ้น DELTA บอกจากนี้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ค่อนข้างสูงราว 4% เป็นเกราะป้องกันความเสียงขาลงของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดีภายใต้ความไม่แน่นอนรอบด้าน เราประเมินกรอบดัชนี เดือนเม.ย.อยู่ที่ แนวรับ 1,380 -1410 จุด และแนวต้านสำคัญ 1,470- 1,500 จุด ตามลำดับ





