วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

“สงครามอิหร่าน” แนวโน้มยังไม่แน่นอนจะจบจริงตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุว่าจะจบสงครามภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือสถานการณ์จะเลวร้ายและลากยาวต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่กำลังสร้างแรงกระแทกต่อ “เศรษฐกิจโลก” และ “ตลาดการเงิน” อย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งขึ้น และปัญหา “ซัพพลาย” ที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะเริ่มมีสัญญาณของความพยายามหาทางยุติ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง ส่งผลให้ทิศทางการลงทุนยังผันผวนและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

“เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ แต่ปัจจัยที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนจะเห็นได้จาก “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีโอกาสขยับสูงขึ้นต่อหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรโดยตรง แต่มีสาเหตุหลักจาก “ปัญหาด้านการขนส่ง” โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งหากยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะยิ่งทำให้ซัพพลายไม่สามารถส่งถึงปลายทางได้

โดยผลกระทบดังกล่าวครอบคลุมสินค้าในหลายกลุ่ม ทั้งแร่ธาตุอย่างเหล็ก สินค้าเกษตรและอาหารสัตว์ที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล รวมถึงน้ำมันซึ่งมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะตึงตัวในระยะถัดไป

สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะระบุว่า เรือไทยยังสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ แต่ยังต้องติดตามเงื่อนไขอย่างใกล้ชิด ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศเริ่มได้รับแรงกดดันตามตลาดโลก โดยหากราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการลดภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

ในด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเน้นถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด พร้อมแนะทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาปรับตัวลงลึก เนื่องจากเชื่อว่าสงครามไม่สามารถยืดเยื้อได้ตลอดไป

นอกจากนี้ ยังประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ระดับ 1,480 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะยิ่งกดดันเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนให้เปราะบางมากขึ้น

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามและความขัดข้องในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ “กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์” เคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดในระยะสั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงจาก “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน” (Stagflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบต่อระบบขนส่งและซัพพลายโลกที่ตึงตัว ดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และยิ่งสงครามยืดเยื้อจะยิ่งเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มนี้มากขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นมีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไร

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจยังไม่สะท้อนชัดในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.2569 หลังการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบและผลกระทบจากซัพพลายที่แท้จริง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระยะสั้นให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เน้นถือหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ระยะกลางรอจังหวะสะสมหุ้นกลุ่ม Domestic Play เมื่อราคาปรับลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว โดยมองว่า สงครามยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางตลาด

“พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกยังมีความรุนแรงและผันผวนในระยะสั้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณของการหาทางยุติที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐ

ทั้งนี้ ประเมินสงครามมีโอกาสจบภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือราวเดือนเม.ย. จากแรงกดดันภายในประเทศสหรัฐหลังคะแนนนิยมของ Donald Trump ปรับลดลง และเกิดกระแสประท้วงเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่แนวโน้มการแก้ปัญหามีโอกาสใช้การเจรจามากกว่าการยกระดับกำลังทหาร แม้ยังมีความเสี่ยงจากท่าทีของอิหร่าน

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้สงครามมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังควรมีติดพอร์ต เนื่องจากอุปทานโลกยังไม่ฟื้นตัวทันที หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ ทำให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังคงได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นและภาวะสินค้าตึงตัว

ขณะเดียวกัน กลุ่มเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะหมู ถูกมองเป็นม้ามืด ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากปัจจัยหนุนทั้งด้านราคาและต้นทุน โดยอุปทานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่ผู้ประกอบการล็อกต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มขยายตัว