ท่ามกลางแรงกดดันราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวจากสภาพอากาศร้อนจัด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงเปิด 3 ทางเลือกค่าไฟงวดพ.ค.-ส.ค. 2569 ที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย สะท้อนการบาลานซ์ระหว่างการเร่งคืนหนี้คงค้างกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับการประคองค่าครองชีพประชาชน โดยแนวโน้มมีน้ำหนักไปที่ระดับต่ำสุด 3.95 บาทต่อหน่วย แม้ต้นทุนพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อระบบไฟฟ้าไทยในระยะถัดไป
“กิจพัฒน วงษ์เมตตา” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เปิดเผยว่า ความตึงเครียดใน “ตะวันออกกลาง” กดดันให้ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย กำลังหนุนให้ “กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า” กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่น่าจับตามองในขณะนี้
ข้อมูลจาก กฟผ. ระบุว่า การใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2569 สูงกว่าคาดการณ์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงมี.ค.-พ.ค. 2569 จนอาจ “ทำสถิติสูงสุดใหม่” จากปัจจัยอากาศร้อนจัด ดังนั้น เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่แหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหิน พลังน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ ถูกใช้งานใกล้เต็มศักยภาพแล้ว ส่งผลให้ระบบต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งก๊าซในอ่าวไทยไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแบบ Spot ซึ่งปัจจุบันราคาปรับขึ้นแตะราว 20 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
ขณะที่ ต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อ “ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก” (SPP) เช่น BGRIM และ GPSC ซึ่งยังเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุน แม้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะประเมินกรอบค่าไฟไว้ที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย แต่คาดว่าราคาจริงจะไม่เกิน 3.95 บาท ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไร
ในทางกลับกันหุ้นที่โดดเด่น ได้แก่ GULF ได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่อก๊าซและสายส่งในพื้นที่ EEC ทำให้มีโอกาสชนะโครงการใหม่สูง และ GUNKUL ผู้ผลิตพลังงานทดแทน ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซ และยังได้อานิสงส์หากค่าไฟปรับตัวขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ราว 5-6 กิกะวัตต์ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์มีความสามารถแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ การประมูลโรงไฟฟ้าใหม่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ภายในต้นปีหน้าจากปัญหาการขาดแคลนกังหันก๊าซในตลาดโลก ซึ่งต้องใช้เวลาสั่งจองล่วงหน้านาน
“ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซ LNG ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยประเมินว่าทิศทางค่าไฟฟ้ามีโอกาสออกมาต่ำสุดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการกำหนดค่าไฟที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในตัวเลือก เนื่องจากรัฐต้องการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังราคาพลังงานและสินค้าโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น ยังมีความเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยมองราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังกรณีดังกล่าวไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องแบกรับภาระหนี้จำนวนมาก แต่ปัจจุบันสถานะทางการเงินดีขึ้นทำให้ยังมีช่องว่างในการช่วยพยุงค่าไฟฟ้า
สำหรับผลกระทบต่อหุ้นรายตัว กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น หากค่าไฟไม่ปรับขึ้นตาม
ในส่วนของหุ้นแนะนำ ยกให้ GULF เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซน้อย และ GULF มีสัดส่วนการขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพียงประมาณ 5% ขณะที่ต้นทุนหลักสามารถส่งผ่านไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ตามสูตรค่าไฟส่งผลให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่น
อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากผลประกอบการในไตรมาส 1-2 ของปี 2569 ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ รวมถึงโอกาสได้รับโครงการใหม่จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตลาดได้สะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปมากแล้ว ทำให้มุมมองต่อหุ้นกลุ่มนี้อยู่ในระดับ “เป็นกลางถึงบวก” โดยหากค่าไฟปรับขึ้นสู่ช่วง 3.95-4.00 บาท จะช่วยลดแรงกดดันต้นทุนได้บางส่วน
“เวทิต ตั้งจินดากุล” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ยังต้องติดตามท่าทีของรัฐใกล้ชิด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการตัดสินใจ ตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิมในช่วงสุดท้าย ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้านต้นทุนพลังงานราคา LNG ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะเริ่มส่งผลกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไป โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุน แต่ในระยะสั้นสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม SPP ขณะเดียวกัน GULF ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่สุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ





