ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย" ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 หุ้นกลุ่มค้าปลีกกอดคอบวก นำโดย
หุ้น GLOBAL บวก 1.83% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 5.55 บาท
หุ้น CPALL บวก 1.69% เพิ่มขึ้น 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 45.25 บาท
หุ้น BJC บวก 1.40% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 14.50 บาท
หุ้น DOHOME บวก 1.25% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 3.24 บาท
หุ้น HMPRO บวก 0.82% เพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 6.15 บาท
หุ้น CRC บวก 0.54% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 18.70 บาท
หุ้น MOSHI บวก 0.50% เพิ่มขึ้น 1.47 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 34.50 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในกลุ่มค้าปลีกวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีแรงหนุนหลักจากปัจจัยด้านการเมืองและความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ทั้งนี้ หุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง CPALL และ CRC ปรับตัวขึ้นรับข่าวเชิงบวก หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับการโปรดเกล้าฯ และมีการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน (Sentiment) ของตลาด โดยก่อนหน้านี้กลุ่มค้าปลีกถือเป็นกลุ่มที่นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักน้อย จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ขณะที่ หุ้นในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้าน เช่น GLOBAL และ HMPRO เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาเช่นกัน จากกระแสข่าวราคาเหล็กมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังเกิดภาวะขาดแคลนในตะวันออกกลางเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มองว่า การปรับขึ้นดังกล่าวยังเป็นเพียงการ เก็งกำไรตามข่าวในระยะสั้น
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าทันทีนั้น ประเมินว่า อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเป็นลักษณะของการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนมากกว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาสินค้าและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวเพียงราว 1-2% ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้การฟื้นตัวของกลุ่มค้าปลีกยังต้องรอแรงหนุนจากเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไป
ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำแบ่งเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ สายเก็งกำไรระยะสั้น เล่นตามข่าวและควรปิดสถานะภายในวัน เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่สายลงทุนระยะยาวมองว่า ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับน่าสนใจแต่นักลงทุนระยะยาวควรมีระยะเวลาการถือครองมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะข้างหน้า





