ดัชนี S&P 500 ปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบสงครามอิหร่านยังกดดันตลาดหุ้นสหรัฐ ขณะประธานเฟดมองเงินเฟ้อระยะยาวยังไม่น่ากังวล
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงในวันจันทร์ (30 มี.ค.69) กดดันจากการปรับขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันและการร่วงลงแรงของหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนมองข้ามถ้อยแถลงเรื่องเงินเฟ้อของประธานธนาคารกลางสหรัฐ เจอโรม พาวเวลล์
S&P 500 ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐปรับลง 0.39% ปิดลบเป็นวันที่สามติดต่อกัน อยู่ที่ระดับ 6,343.72 จุด โดยดัชนียังต่ำกว่าจุดปิดสูงสุดราว 9% การปรับตัวลงรอบนี้นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีที่ร่วงมากกว่า 1% ขณะที่ในทางกลับกัน กลุ่มการเงินและสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น
ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite Index ลดลง 0.73% ปิดที่ 20,794.64 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรทดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปรับขึ้น 49.50 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 45,216.14 จุด
ดัชนีความผันผวน CBOE หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ดัชนีความกลัวของวอลล์สตรีท” ปรับขึ้นทะลุระดับ 30 ระหว่างการซื้อขาย
ด้านราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดพุ่งขึ้น 3.25% ที่ 102.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2022 ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้น 0.19% สู่ 112.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกำลังมุ่งหน้าสู่การปรับขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี โดยเพิ่มขึ้นถึง 55% ในช่วงเวลาดังกล่าว
เฟดยังไม่ห่วงเงินเฟ้อระยะยาว
พาวเวลล์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เขามองว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ “ยังยึดเหนี่ยวได้ดีในระยะยาว” ทั้งยังระบุว่าธนาคารกลาง “อาจต้องเผชิญคำถามว่าควรทำอย่างไรต่อไปในที่สุด” แต่ย้ำว่ายัง “ไม่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจจริงจัง เพราะเรายังไม่รู้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร”
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลงหลังถ้อยแถลงดังกล่าว อัตราผลตอบแทนล่าสุดลดลง 9 จุด มาอยู่ที่ 4.35%
ในอีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณที่สร้างความหวังให้กับนักลงทุนว่า สงครามกับอิหร่านอาจใกล้ยุติ โดยเขาโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ กำลัง “อยู่ระหว่างการเจรจาอย่างจริงจังกับรัฐบาลใหม่ที่มีเหตุผลมากกว่า เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่าน” พร้อมระบุว่า “มีความคืบหน้าอย่างมากแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวว่า หากข้อตกลงสันติภาพ “ไม่ประสบผลในเร็ว ๆ นี้” และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกเปิด “ในทันที” สหรัฐฯ จะ “ยุติ ‘การพักแรม’ อันแสนหวานของเราในอิหร่าน ด้วยการระเบิดและทำลายโรงไฟฟ้าทั้งหมด แหล่งน้ำมัน และเกาะคาร์ก (รวมถึงโรงกลั่นน้ำทะเลทั้งหมดด้วยก็เป็นได้) ซึ่งเราจงใจยังไม่ ‘แตะต้อง’ เลยในตอนนี้”
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า เตหะรานยอมรับเงื่อนไขส่วนใหญ่จากแผน 15 ข้อของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม และอิหร่านตกลงที่จะเปิดทางให้น้ำมันอีก 20 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เดวิด แวกเนอร์ หัวหน้าฝ่ายหุ้นของ Aptus Capital Advisors กล่าวว่า “นักลงทุนเริ่มคุ้นชินกับความผิดปกติรูปแบบใหม่ที่ว่าตลาดมักจะทำผลงานได้แย่ในวันพฤหัสบดีและศุกร์ แต่จะไปได้ดีในวันจันทร์และอังคาร”
แวกเนอร์ระบุว่า ในช่วง 90 วันทำการที่ผ่านมา ผลตอบแทนสะสมของตลาดระหว่างวันพฤหัสบดีถึงศุกร์ตามหลังผลตอบแทนในช่วงวันจันทร์ถึงพุธอยู่ราว 7% โดยความต่างเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สงครามปะทุขึ้น
“มันเหมือนกับการเตรียมรับข่าวร้ายก่อนเข้าสู่สุดสัปดาห์ นักลงทุนจึงใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้วยการลดความเสี่ยงในพอร์ต จากนั้นต้นสัปดาห์ก็ค่อยกลับเข้ามาลงทุนเพิ่ม ดูเหมือนว่าการลดความเสี่ยงเหล่านั้นจะถูกเร่งให้เกิดขึ้นเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้” เขากล่าว
วอลล์สตรีทเพิ่งผ่านสัปดาห์ที่ย่ำแย่อีกสัปดาห์ โดยดาวโจนส์และแนสแด็กเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (correction) ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระทบเศรษฐกิจ ด้านดาวโจนส์ แนสแด็ก และ S&P 500 ต่างปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ห้า
ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) แต่รายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมีนาคมยังคงมีกำหนดเผยแพร่ในเช้าวันดังกล่าวตามปกติ





