วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกคาด‘กลุ่มแบงก์กำไรลด’ เซ่นปม ‘ภูมิรัฐศาสตร์-ค่าครองชีพพุ่ง-ดอกเบี้ยขาลง’

โบรกคาด‘กลุ่มแบงก์กำไรลด’ เซ่นปม ‘ภูมิรัฐศาสตร์-ค่าครองชีพพุ่ง-ดอกเบี้ยขาลง’

โบรกประเมิน “กลุ่มธนาคาร” ปี 69 เผชิญมรสุมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” คาดกำไรลดลง 10% ลุ้นครึ่งปีหลังสินเชื่อฟื้นตัวจากงบรัฐหนุน “บล.กสิกรไทย” รับรู้รายได้จากดอกเบี้ยลดลงเต็มปี กระทบกำไรชะลอตัวลง 4-7% “บล. เอเซีย พลัส” เตือนปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันฉุดคุณภาพสินทรัพย์จนอาจต้องตั้งสำรองพิเศษเพิ่ม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ กำลังสั่นสะเทือนเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว โดย “กลุ่มธนาคารพาณิชย์” ปี 2569 เผชิญมรสุมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว คาด “กำไร” ลดลง แต่รอลุ้นครึ่งปีหลัง “สินเชื่อฟื้นตัว” จากงบภาครัฐหนุน

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจรองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กำไรกลุ่มแบงก์ในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง 10% จากปีก่อน จากปัจจัยความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมชะลอลงกระทบขยายตัวสินเชื่อและกำไรกลุ่มแบงก์ รวมถึงผลตอบแทนการลงทุนตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลงตามยีลด์ที่พุ่งสูงขึ้นจากความเสี่ยงเศรษฐกิจ 

โดยราคาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น มีผลต่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และดีมานด์สินเชื่อโดยตรง ส่วนสินเชื่อธุรกิจมีความเสี่ยงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่มากขึ้น ส่งผลได้สองแง่มุม ได้แก่ การขอสินเชื่อลดลงเพื่อป้องกันความเสี่ยง หรือยิ่งหนุนให้มีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมสภาพคล่อง ประเด็นนี้ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนรัฐอาจช่วยหนุนการโตของสินเชื่อได้ช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะที่ กำไรกลุ่มแบงก์ไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน จากรายได้การลงทุนในตลาดซื้อขายพันธบัตรลดลงตามบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 10 ปี เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นที่ 4.38% จากในเดือนก.พ. ที่ 3.94% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ 

รวมทั้ง เดือนก.พ. ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% กดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงส่งผลต่อรายได้ของกลุ่มแบงก์ และคาดลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว และกนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปี 2569 และจะเป็นกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในปี 2570 ช่วยหนุนภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

โดยเบื้องต้นคาดจะยังไม่มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มเติม เนื่องจากปีที่ผ่านมากลุ่มแบงก์ตั้งสำรองในระดับที่ค่อนข้างสูง ทำให้ในในปีนี้อาจเห็นการตั้งสำรองที่ลดลง ประกอบกับช่วงไตรมาส1เป็นช่วงไฮซีซั่นส่งผลต่อกำไรสุทธิไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นได้จากไตรมาสก่อนหน้า

นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า กำไรกลุ่มแบงก์มีแนวโน้มลดลง 4-7% จากปี 2568 จาก NIM ลดลงสอดคล้องทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย โดยปี 2569 จะรับรู้ผลกระทบจากรายได้จากดอกเบี้ยลดลงเต็มปี ด้านการเติบโตของสินเชื่อโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่ 2% หลังความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชนเพิ่มสูงขึ้น และดีมานด์สินเชื่อลดลงต่อเนื่อง แม้กลุ่มแบงก์จะมีการลดต้นทุนแต่คาดจะไม่สามารถชดเชยส่วนของรายได้ที่หายไปได้

โบรกคาด‘กลุ่มแบงก์กำไรลด’ เซ่นปม ‘ภูมิรัฐศาสตร์-ค่าครองชีพพุ่ง-ดอกเบี้ยขาลง’

ทั้งนี้ ความขัดแย้งตะวันออกกลางคาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มแบงก์จำกัด เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าอยู่ในแถบตะวันออกกลางมีไม่ถึง 5% แต่ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจมีความห่วงกังวลราคาน้ำมันส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เงินเฟ้อสูงสวนทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การขยายตัวของสินเชื่อเผชิญกับความท้าทายจากหนี้เสีย (NPL) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แบงก์ต้องใช้ความระมัดระวังหรือเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ คาดจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย สะท้อนอัตราการตั้งสำรองต่อปริมาณหนี้เสียในระดับ 150-160% 

สำหรับกำไรกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 1 คาดจะลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากรับรู้ผลกระทบด้านรายได้จาก NIM ของธนาคารลดลงหลังการลดอัตราดอกเบี้ยนับจากไตรมาส 1 ปี 2568 ทั้งสิ้น 4 ครั้ง ด้านการเติบโตสินเชื่อชะลอลงจากต้นปี แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนก.พ. แต่ก็มีการชะลอลงอีกครั้งในช่วงต่อมา ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อยแต่คาดว่าจะไม่สามารถชดเชยรายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงได้

แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นรายตัวที่มีความน่าสนใจ เช่น KTB และ KKP โดยมองกลุ่มแบงก์ยังมีความแข็งแกร่งจากเงินปันผลในระดับสูง เป็นตัวเลือกที่ดีในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน 

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล. เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า กลุ่มแบงก์ในปี 2569 ได้รับแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลงประกอบกับการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในระดับต่ำ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรของกลุ่มลดลง 4% จากปีก่อน 

ด้านผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์สร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน กระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้หนี้เสียธนาคารพานิชย์เพิ่มสูงขึ้น และอาจมีการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเสี่ยง

ด้านมุมมองการลงทุน กลุ่มแบงก์อาจไม่ใช่ผู้ชนะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความขัดแย้ง แต่ก็ยังมีความน่าสนใจในแง่ของเงินปันผลสูง6%เหมาะกับการลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนสม่ำเสมอ