วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกเตือน ‘หุ้นไทยยังเสี่ยง’ แม้การเมืองชัด แต่สงครามกดดันตลาด

โบรกเตือน ‘หุ้นไทยยังเสี่ยง’ แม้การเมืองชัด แต่สงครามกดดันตลาด

ทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เดินหน้าเร็วกว่าคาด แต่ “นักวิเคราะห์” ประสานเสียงเตือนว่า ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุน ทำให้นโยบายภาครัฐมีแนวโน้มเปลี่ยนจาก “กระตุ้น” เป็น “ประคับประคอง” ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนต้องเน้นหุ้นจำเป็นและกลุ่มที่ได้อานิสงส์ดอกเบี้ยสูง พร้อมหลีกเลี่ยงหุ้นอิงกำลังซื้อที่ฟื้นตัวยังช้า

โบรกเตือน ‘หุ้นไทยยังเสี่ยง’ แม้การเมืองชัด แต่สงครามกดดันตลาด

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีที่ชัดเจนแล้ว แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะสามารถเริ่มทำงานได้ทันทีและมีความต่อเนื่องจากโครงสร้างเดิม แต่นโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้นคาดว่าจะเน้น “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” 

ทั้งนี้ คาดรัฐเร่งคุมค่าครองชีพเป็นลำดับแรก ผ่านการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น และการดูแลต้นทุนพลังงาน โดยมาตรการเร่งด่วนที่คาดว่าจะเห็น ได้แก่ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไข่ไก่ และค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ได้ตอบรับเชิงบวกหรือลบอย่างมีนัยสำคัญต่อการมีรัฐบาลใหม่ แต่ให้น้ำหนักกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันบรรยากาศการลงทุน และอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยล่าช้าออกไปจนถึงช่วงครึ่งปีหลัง หรืออาจยาวไปถึงปีถัดไป

“จากแนวทางนโยบายที่เน้น ประคับประคองมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ส่งผลให้หุ้นบางกลุ่มยังมีความเสี่ยงและควรระมัดระวัง ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกทั้งวัสดุก่อสร้างและค้าปลีกขนาดใหญ่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม และกลุ่มเครื่องดื่มที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย หุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ก่อนคือ กลุ่มโรงไฟฟ้า โรงแรม และการท่องเที่ยว ซึ่งมักตอบรับเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจที่ดีขึ้น”

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการเมืองไทยมีความชัดเจนรวดเร็วเกินคาด หลังมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าอย่างรวดเร็ว และคาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่จะสามารถถวายสัตย์ปฏิญาณและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในต้นเดือนเม.ย.2569 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วจะเป็นปัจจัยบวกต่อการเร่งอนุมัติมาตรการสำคัญ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตพลังงาน ซึ่ง “ค่าไฟฟ้า” มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่เข้าสู่การพิจารณาเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงทางการเมืองจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดในช่วงเดือนพ.ค.2569

สำหรับ “ปัจจัยต่างประเทศ” ยังเริ่มสะท้อนความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการทำสงคราม เช่น ต้นทุนอาวุธที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้ง

ดังนั้น ภาพรวมสถานการณ์จึงเริ่มมีลักษณะคล้ายกับช่วง “สงครามการค้า” ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ที่มีการตอบโต้กันต่อเนื่อง แต่ทว่าสุดท้ายมักนำไปสู่การเจรจาและผ่อนคลายมาตรการ โดยในระยะถัดไป ต้องจับตาบทบาทของประเทศตัวกลาง เช่น โอมาน ตุรกี ปากีสถาน และอินเดีย ที่อาจช่วยผลักดันให้สถานการณ์คลี่คลาย

ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ประเมินเป็นจังหวะที่นักลงทุนสามารถทยอยสะสมหุ้นได้เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร พลังงานทดแทนและไฟฟ้า เกษตรและไบโอดีเซล และอาหาร ขณะเดียวกัน หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายรัฐยังคงมีความน่าสนใจ จากแนวโน้มมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่จะทยอยออกมา

“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ภาพรวมตลาด และเศรษฐกิจไทยหลังมีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ และคาดว่าเตรียมแถลงนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ และจะเริ่มเห็นมาตรการในช่วงครึ่งหลังเดือนเม.ย.2569 แต่ปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะสงครามยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดัน ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้จำกัด

ทั้งนี้ แนวทางนโยบายเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับจากกระตุ้น ไปสู่ประคับประคองมากขึ้น เนื่องจากบริบทเศรษฐกิจปัจจุบันแตกต่างจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาครัฐต้องเน้นพยุงกำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม เดิมมีแผนปรับลด แต่จากสถานการณ์พลังงานสูงขึ้นมีความเสี่ยงปรับเพิ่มขึ้น หากราคาน้ำมันโลกยังยืนสูงใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สำหรับ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่งมีโอกาสถูกนำกลับมาใช้ แต่คาดว่าจะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นราว 1-2 เดือน ซึ่งอาจช่วยบรรเทาภาระได้เพียงชั่วคราว หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

“ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นหลัก หากสงครามยุติภายในเดือนม.ย. 2569 และราคาน้ำมันปรับลดลงมาอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยให้เงินเฟ้อชะลอตัวและเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง จะกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง”

แนะลงทุนหุ้นจำเป็น และรับมือเงินเฟ้อควรเน้นไปที่กลุ่มสินค้าและบริการที่จำเป็น ซึ่งได้รับผลกระทบจำกัด โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร TRUE ADVANC กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF กลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ CPALL CPN และกลุ่มอุตสาหกรรมและการแพทย์ BDMS ขณะที่กลุ่มธนาคารคาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงได้จำกัดในภาวะดังกล่าว โดยมีหุ้นเด่น ได้แก่ KTB และ TTB