วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามอิหร่านร้อนระอุ! กดหุ้นผันผวน โบรกชี้ทางรอดเน้นปันผลสูง พื้นฐานแกร่ง

สงครามอิหร่านร้อนระอุ! กดหุ้นผันผวน โบรกชี้ทางรอดเน้นปันผลสูง พื้นฐานแกร่ง

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน (SUPPLY SHORTAGE) ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีทั้งสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 30 รวมถึงสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ลากยาวจนถึงปัจจุบัน (เริ่ม 24 ก.พ.2565) โดยมีปัจจัยกดดันเข้ามาเพิ่มเติม รายละเอียดดังนี้

  • การขยายวงกว้างของสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน หลังกบฏฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมสงคราม ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พร้อมกับประกาศว่าจะปิดช่องแคบ BAB AL-MANDAB ที่มีการขนส่งน้ำมัน 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ราว5% ของอุปทานโลก) หากมีการใช้ทะเลแดงเป็นฐานโจมตีอิหร่าน
  • สหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งทหารภาคพื้นดินสูงสุด 10,000 นาย ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ว่าก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ จะเลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เม.ย. 69 (ขยายเวลาครั้งที่ 2)
  • การส่งออกน้ำมันของรัสเซียหยุดชะงักอย่างน้อย 40% หลังจากถูกโดรนของยูเครนโจมตี และการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน เตรียมงดส่งออกน้ำมัน 4 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้เป็นต้นไปในด้านราคาน้ำมันดับเช้านี้WTI พุ่งขึ้นราว 3.2% ยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ -1.7% ถึง -2.2% ขณะที่เช้านี้เกาหลีใต้ -4.0% และญี่ปุ่น -4.6%
     

นอกจากนี้ ระยะถัดไปยังต้องจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะมาพร้อมกับความกังวล RECESSION และแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยล่าสุด BLOOMBERG ปรับคาดการณ์โอกาสเกิด RECESSION อีก 1 ปีข้างหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 30% (เดิม 25%) แล้ว

ในสภาวะตลาดปี 2026 ที่มีความผันผวนจากปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง จึงทำให้ตลาดหุ้นโลกผันผวน โดยตั้งแต่ต้นปี(YTD) ดัชนีสำคัญหลายแห่งร่วงลงเกิน 10% ถึง 20% จากจุดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ (NASDAQ ติดลบ -12.7%), ยุโรป, ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทองคำ 

อย่างไรก็ตาม BRENT OIL เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปรับตัวลดลงน้อยเพียง -3.0% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทนทานต่อสภาวะตลาดผันผวนได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆในยามเกิดสงคราม ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียบางแห่ง เช่นจีน (-6.8%) และไทย (-6.4%) แม้จะติดลบแต่ก็ถือว่า OUTPERFORM กว่าตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกอยู่พอสมควร อีกทั้งเชิงเทคนิค 

ตลาดหุ้นสำคัญเข้าสู่โซน BEAR MARKET ตัด SMA 200 ลงมา อาทิ อินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ยุโรป มีเพียง จีน ไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ที่ยังแกร่ง ซึ่งถือเป็นเป้าหมาย FLOW ต่างชาติในอนาคต หากสงครามตะวันออกกลาง ส่งสัญญาณผ่อนคลายลง

กลยุทธ์การลงทุน ในช่วงนี้เน้นหุ้น DR กลุ่มพลังงานอย่าง OIL03 / PETROCN80

OIL03 : BRENT OIL พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวลงน้อยที่สุดตั้งแต่ต้นปี ดังนั้นในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน การลงทุนใน OIL03 (DR ที่อ้างอิงกับ ETF น้ำมันดิบ) จึงเปรียบเสมือนการทำHEDGING หรือป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน นอกจากนี้ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ ล้วนเป็นปัจจัยที่คอยพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง

PETROCN80 : DR ตัวนี้อ้างอิงกับหุ้น PETROCHINA ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันและพลังงานที่ยังคงแข็งแกร่ง และ หุ้นพลังงานขนาดใหญ่มักจะมีกระแสเงินสดที่ดีและมีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในสภาวะตลาด BEAR
MARKET

นับตั้งแต่การปะทุของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในช่วงปลายเดือน ก.พ.65 เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับวิกฤต ทั้ งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะสงครามตะวันออกกลางในปัจจุบัน ดังนั้น วันนี้ ASPS จึงนำภาพในอดีตเชิงเศรษฐกิจ มาดูกันว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนั้นเป็นอย่างไรในแต่ละภาคส่วน

(-)การบริโภคภาคเอกชน : จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขการเติลบโตชะลอลง จากที่อยู่ในระดับ 6-9%ในช่วงปี 2565 ลดลงเหลือระดับ 7% ในปี 2566 มาจากผลกระทบด้านลบจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น แต่ได้แรงหนุนจากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบหลังโควิด-19 การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการจับจ่ายใช้สอยที่อั้นมานาน (PENT-UP DEMAND)

(-)ภาคการส่งออกและนำเข้า : การส่งออก แม้ในช่วงต้นปี 2565 (1Q65-3Q65) การส่งออกของไทยจะยังเติบโตได้ดีในระดับ 7-12% แต่เมื่อผลกระทบจากเงินเฟ้อทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ย กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าก็หดตัวลงอย่างหนัก ทำให้การส่งออกของไทยหดตัวติดลบในช่วงปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 ส่วนการนำเข้า มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 ที่ติดลบหนักถึง -9.8% สะท้อนถึงการชะลอตัวของการสั่งซื้อวัตถุดิบ เพื่อรอดูสถานการณ์ความไม่แน่นอน

(-)การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ : กราฟแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายรัฐ และ ลงทุนรัฐ อยู่ในแดนลบแทบจะตลอดช่วงเวลา โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐในไตรมาส 4 ปี 2566 ที่หดตัวรุนแรงถึง -20.1% อย่างไรก็ตามสาเหตุหลักมาจากความล่าช้าในการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 (ช่วงครึ่งหลังของปี 2566 มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล) ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐที่ควรจะเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก ขาดช่วงไป ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันไม่น่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

(-)การลงทุนภาคเอกชน : ยังคงรักษาการเติบโตในแดนบวกได้ แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง (จากที่เคยพุ่งสูงถึง10.7% ใน 3Q65 ค่อยๆ ลดลงเหลือระดับ 1-5% ในปี 2566) ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ยขาขึ้นและความไม่แน่นอนของสงคราม ทำให้เอกชนระมัดระวังในการขยายการลงทุน

สงครามร้อนระอุ เข้าสู่ด่านยากของการลงทุน เน้นสะสมหุ้นปันผลสูง มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว

ระยะสั้น : ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ผันผวน จากเริ่มเข้าสู่โซน CORRECTION คือ ปรับตัวลดลงเกิน 10% จากจุดสูงสุดในปีนี้

ระยะกลาง: ช่วงไตรมาส 2 ยังอาจลงต่อได้หากเทียบเคียงตลาดหุ้นโลกช่วง 2Q22 (สงครามรัสเซียยูเครน) ปรับฐานราว -16% VS SET -7.5%, โอกาสการเกิด RECESSION สูงขึ้น, นโยบายการเงินที่เข้มขึ้นกดดันกองทุนทั่วโลกมีโอกาสถือเงินสดสูงขึ้นเพราะยังถือต่ำกว่าระดับปกติมาก และสุดท้ายเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสค่อยถูกปรับลง

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ถือเงินสด ระดับ 30% ขึ้นไป เพื่อลดความผันผวนแรงของพอร์ต SELECTIVE โดยเน้นหุ้นปันผลสูง ที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน KTB, BBL,GUNKUL, GULF, BGRIM,ICHI, CPF, NER , OR