วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนาใหญ่ “Opportunity Beyond Crisis : ถอดรหัส… วิกฤติสู่โอกาส” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเปราะบาง จากชนวน “วิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง” ที่ส่อเค้ายืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันพุ่ง จนกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลก และภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ “ตลาดทุนไทย” เผชิญความท้าทายและผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นไทย” เผชิญความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ดัชนี SET Index เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง จากจุดสูงสุดในเดือนก.พ.ที่ 1,535 จุด สู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค.ที่ 1,331 จุด บ่งชี้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 4  มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ดัชนีปรับลดลงถึง 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

แม้จะมีความผันผวนรุนแรง แต่ภาพรวมหุ้นไทยยังคงมีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ ดัชนียังคงรักษาการเติบโตได้ถึง 12% เทียบกับสิ้นปีที่แล้วถือเป็นระดับต้นๆ ของโลก พร้อมสภาพคล่องซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่คึกคักขึ้นถึง 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% (YTD) โดยมีสัดส่วนรายย่อยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 32% สะท้อนถึงความเชื่อมั่น และการเข้ามาแสวงหาโอกาสของนักลงทุนในประเทศ

ใน “มิติ” ผลตอบแทนปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี P/E Ratio อยู่ที่ 16 เท่า และมีอัตราส่วนเงินปันผลเฉลี่ยที่ 4.6% ถือเป็นระดับดึงดูดใจ โดยในปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 580 บริษัท ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลมูลค่ากว่า 650,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และสาธารณูปโภค, ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสที่ยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศพันธกิจใหม่ภายใต้แนวคิด “SETPath” มุ่งเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “โครงการ JUMP+” เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติสำคัญ คือ ด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทตอบรับเข้าร่วมแล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม โดยโครงการนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญ “เพิ่มมูลค่า” และ “ศักยภาพการแข่งขัน” ให้ตลาดทุนไทยระยะยาว

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

ในช่วงเสวนา “Panel Discussion : The Stock Shift พลิกเกม ปลดลงทุน” มีมุมมอง “3กูรู” ในแวดวงตลาดทุนไทยมาวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง 

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง “ลงเดี๋ยวขึ้น ขึ้นเดี๋ยวลง” กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการถือยาวแบบเดิม มาเป็นการ “เทรดดิ้งตามรอบ” ให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนผลิต และราคาขายที่ขยับขึ้นตามภาวะ Stagflation

สำหรับหุ้นเด่น “กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี” มองน้ำมันยังมีโอกาส “ไปต่อ” แต่ต้องอาศัยชั้นเชิงในการเข้าทำกำไร ขณะที่ สินค้ากลุ่มถัดไปที่จะกลายเป็นหัวหอกขับเคลื่อนดัชนีคือ “กลุ่มเกษตรและอาหาร” เป็นกลุ่มที่จะรับไม้ต่ออย่างโดดเด่น รับแรงส่งจากราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูง และภาวะภัยแล้ง ขณะที่ หนึ่งในเครื่องบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อสูงกำลังมาถึงคือ การพุ่งขึ้นของ “ค่าระวางเรือ” สะท้อนปัญหาโลจิสติกส์ติดขัด แนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเดินเรือไว้ติดพอร์ต

“การจะเป็นผู้ชนะการลงทุนในยุคนี้ เราจำเป็นต้องจดจำเครื่องมือ และสินทรัพย์ให้ครบถ้วน เพื่อพร้อมที่จะก้าวกระโดด ในจังหวะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้า “โครงการ JUMP+” เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทยรอบใหม่”

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ EPS ปีนี้คาดอยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7% และกรอบดัชนีหุ้นไทยที่ 1,350-1,550 จุด หากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเติม

สำหรับในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนยังคงเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นที่มี “เงินปันผลสูง” ช่วยลดความผันผวนพอร์ต ขณะที่สินค้าเกษตรคาดปันผลสูง หุ้นในกลุ่มที่อิงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนกลุ่มเครื่องดื่มมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซัน รวมถึงกลุ่มธนาคารที่ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยในระดับสูง และหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่ให้ Yield ดี 

และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา “โครงการ JUMP+” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มในอนาคต โดยมีนักวิเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการประเมินความเป็นไปได้ และต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท ทำให้แผนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนในการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายก สมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงหนุนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อนหุ้นไทยยังมีศักยภาพเติบโต หากสามารถคัดเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ “โครงการ JUMP+” เป็นอีกหนึ่งกลไกที่น่าสนใจ เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมจะต้องนำเสนอแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการโดยตรง ทำให้การประเมินศักยภาพไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายการเติบโตแบบลอยๆ แต่มีการพิจารณาเชิงลึกถึงที่มาที่ไปของธุรกิจ จึงมองว่า เป็นโครงการที่มีคุณภาพ และอาจเป็นแหล่งค้นหาหุ้นซ่อนมูลค่าที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตสำหรับนักลงทุน

ขณะที่ ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ คาดว่าภายในต้นเดือนเม.ย.2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ 3-4 แสนล้านบาท อาจเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า ธีมการลงทุนหลังการเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งเคยดึงดูดเงินทุนต่างชาติยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยปัจจัยสงครามในระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงซึ่งสามารถเป็นสินทรัพย์หลบภัยได้ในภาวะผันผวน

‘3 กูรู’ แนะปรับพอร์ตลงทุนปี 69 ยกหุ้นปันผลสู้ ‘วิกฤติตะวันออกกลาง’

ท่ามกลางความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ที่ส่อแววลากยาว สั่นสะเทือน “เศรษฐกิจไทย” เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ ในช่วงเสวนา “ปั้นพอร์ตปันผล เจาะหุ้นแกร่ง” มี “3กูรู” ร่วมถอดรหัสการลงทุนปี 2526 รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และอิสราเอลมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี จากเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเชิงโครงสร้าง และศักดิ์ศรี ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน ทั้ง “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ยืนตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

ดังนั้น ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ

และยังประเมินว่า ธปท. อาจไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อได้ เพราะจะซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่อาจต้องแลกกับการที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงหากดอลลาร์แข็งค่าต่อ เป้าหมายดัชนี เหมาะสมระดับ 1,450-1,500 จุด และมองจุดรับสำคัญกรณีเลวร้ายไว้ที่ 1,330 จุด

โดยกางกลยุทธ์ “Playbook” ลุย-รับ-ถอยเพื่อให้พอร์ตการลงทุนอยู่ “รอด” ในภาวะผันผวน 1.กลุ่มลุย/ยึดครอง เน้นหุ้นพลังงานต้นพร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 5-6% 2.กลุ่มตั้งรับ ซึ่งเน้นหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และจ่ายปันผลสูง “กลุ่มธนาคาร” แนะนำแบงก์ใหญ่ที่มีสำรองหนี้ และเงินกองทุนสูง พร้อมควักเงินสะสมออกมาจ่ายปันผลเพิ่มหุ้นซึ่งคาดหวังปันผลได้กว่า 6% “กลุ่มสื่อสาร” แนะนำ ADVANC และ TRUE ในฐานะหุ้นที่มีกระแสเงินสดดี และมีความปลอดภัยสูงในภาวะตลาดผันผวน 3.กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และกำลังซื้อที่ลดลง

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า มองเป้าดัชนีสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,450-1,480 จุด หากเจรจาสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลว อาจลดลงที่ 1,320 จุด หากสำเร็จอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1,530 จุดได้ โดยแนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปันผลแกร่ง และมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ มีกระแสเงินสดอิสระสูงกว่า 5% รวมถึงมีกำไรทางบัญชีซึ่งต้องแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็วสูงกว่า 80%

ขณะที่ ปัจจัยในประเทศคาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า กระทบเศรษฐกิจของประเทศชะลอลงที่ 1.5% จากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.7% และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 0.3% เป็น 1% ส่งผลให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยมากขึ้น โดยคาดว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดแล้ว และมีโอกาสเห็นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นภายในปีหน้าหากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากเกินไป

‘ตลาดทุนไทย’ ชูจ่ายปันผลเด่น พลิกวิกฤติสงคราม ดักเก็บ ‘พลังงาน-เกษตร-เดินเรือ’

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญ “ตลาดหุ้นไทย” ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับว่า “ฟันด์โฟลว์” จะไหลกลับมาหรือไม่หลังจากจบวิกฤติ เนื่องจากหุ้นไทยมีความเสี่ยงรับผลกระทบจากปรากฏการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นเอเชีย และหันไปลงทุนในตลาดสหรัฐ หรือ “เซลล์เอเชีย” จากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น “3 ฉากทัศน์” (Scenarios) “กรณีจบภายใน 1 เดือน” เป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,480 จุด โดยมีจุดเข้าซื้อที่คุ้มค่าบริเวณ 1,410 จุด “กรณีลากยาว 3 เดือน” มีโอกาสเกิดขึ้นสูงที่สุด เป้าหมายดัชนี จะลดลงเหลือ 1,385 จุด ควรพิจารณาเข้าซื้อที่ระดับ 1,320 จุด “กรณีบานปลาย 12 เดือน” เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น ปรับกลยุทธ์ “Rotation” สู่กลุ่ม Investment และ War Hedging จากข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ และภาวะเงินเฟ้อขาขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนจากกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ ไปสู่กลุ่มการลงทุน และหุ้นที่ทนทานต่อต้นทุนพลังงาน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์