“บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” เปิดแผนพลิกวิกฤติ “ตะวันออกกลาง” เป็นโอกาส ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ เผยเกณฑ์คัดเลือกหุ้นปันผลแกร่งและมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ ให้ AP, KTB, TISCO, BBL, และ PTT เป็นท็อปพิกระยะยาว ส่วนระยะสั้นมอง BAM, KBANK และ BH
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ในช่วงเสววนา “ปั้นพอร์ตปันผล เจาะหุ้นแกร่ง” ว่า
เป้าดัชนีสิ้นปี 2569 คาดอยู่ที่ 1,450-1,480 จุด หากเจรจาสหรัฐ-อิหร่านล้มเหลว อาจลดลงที่ 1,320 จุด แต่หากสำเร็จอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1,530 จุดได้
ทั้งนี้ มองความเป็นไปได้ของฉากทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านทฤษฎีเกม (Game Theory) กรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่ทั้งสองฝ่ายต่างยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากพันธมิตรในกลุ่มความร่วมมือในอ่าวอาหรับ (GCC) ของสหรัฐ รวมทั้งอิสราเอลอาจต้องการปราบปรามอิหร่านให้ราบคาบ
ส่วนทางออกผ่านการเจรจาคาดว่าจะเป็นผลดีต่อโลกมากที่สุด แต่ก็เป็นไปได้ยากเนื่องจากอิหร่านอาจมีความกังวลด้านความปลอดภัยในระยะยาว
“ถึงแม้สินทรัพย์ในภาพรวมจะได้รับผลกระทบแต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส เมื่อมีความเสี่ยงมากขึ้นเราอาจเห็นการเปลี่ยนธีมการลงทุนเข้าสู่โหมดปลอดภัย ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น ถ้ามองเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ก็อาจเน้นกลุ่มสายการบิน โรงพยาบาล ท่องเที่ยว หรือถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 3-6 เดือนอาจเน้นไปที่สินค้าจำเป็นคู่แข่งน้อย เช่น กลุ่มสื่อสาร การแพทย์ และค้าปลีก” ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว
สำหรับคำแนะนำการลงทุน เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปันผลแกร่งและมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) สูงกว่า 5% รวมถึงมีกำไรทางบัญชี (Cash Conversion Ratio) ซึ่งต้องแปลงเป็นเงินสดได้รวดเร็วสูงกว่า 80%
นอกจากนี้ ควรมีสัดส่วนการลงทุนน้อย (CAPEX) หรืออยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุน ไม่กู้เงินมาจ่ายปันผลแต่ต้องมาจากกระแสเงินสดอิสระ รวมถึงมีหนี้ต่ำ โดยสำหรับหุ้นปันผลระยะยาวมอง AP, KTB, TISCO, BBL และ PTT ส่วนหุ้นในระยะสั้น BBL, BAM, KBANK, TIDLOR, BH, KKP มีความน่าสนใจ
ขณะที่ ปัจจัยในประเทศคาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศชะลอลงที่ 1.5% จากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.7%
นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 0.3% เป็น 1% ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยมากขึ้น โดยคาดว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงอาจสิ้นสุดแล้ว และมีโอกาสเห็นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นภายในปีหน้าหากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากเกินไป





