วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2569

Login
Login

‘บล.กสิกรไทย’เปิด3ฉากทัศน์ รับมือ ‘สงครามอิหร่าน’ ยืดเยื้อ

‘บล.กสิกรไทย’เปิด3ฉากทัศน์ รับมือ ‘สงครามอิหร่าน’ ยืดเยื้อ

“บล.กสิกรไทย” เปิด 3 ฉากทัศน์ รับมือวิกฤติ “สงครามตะวันออกกลาง” ชี้จุดซื้อปลอดภัย หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน “ดัชนีหุ้นไทย” 1,385 จุด ชูกลยุทธ์สลับพอร์ตหนีกลุ่มบริโภคเข้าหาหุ้นกลุ่มลงทุนและส่งออก ชู IVL-BCH-STECON-SIRI เป็น “หุ้นเด่น” รับสถานการณ์

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ในช่วงเสววนา “ปั้นพอร์ตปันผล เจาะหุ้นแกร่ง” ว่า 

หัวใจสำคัญของ “ตลาดหุ้นไทย” ในขณะนี้ขึ้นอยู่กับว่า “ฟันด์โฟลว์” จะไหลกลับมาหรือไม่หลังจากจบวิกฤติ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงรับผลกระทบจากปรากฎการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นเอเชียและหันไปลงทุนในตลาดสหรัฐ หรือ “เซลล์เอเชีย” (sell Asia) จากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 

โดยในช่วงที่ผ่านมาฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากเคยเข้ามา 6 หมื่นล้านบาทช่วงก่อนนี้

สะท้อนผ่านเงินดอลลาร์ที่เริ่มแข็งค่าขึ้นสอดคล้องบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าตลาดสหรัฐอาจได้รับผลกระทบด้านรายได้จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดอื่น ๆ สวนทางกับไทยที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า

โดยทาง บล.กสิกรไทย ได้แบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ดังนี้ "กรณีจบภายใน 1 เดือน" เป้าหมาย SET Index จะอยู่ที่ 1,480 จุด โดยมีจุดเข้าซื้อที่คุ้มค่า (Discount 5%) บริเวณ 1,410 จุด 

“กรณีลากยาว 3 เดือน” (Base Case) มีโอกาสเกิดขึ้นสูงที่สุด โดยเป้าหมายดัชนีจะลดลงเหลือ 1,385 จุด และควรพิจารณาเข้าซื้อที่ระดับ 1,320 จุด ในกรณีนี้คาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดจะถูกปรับลดลงจาก 95 บาท เหลือประมาณ 90 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปกว่า 50,000 ล้านบาท โดย “กรณีบานปลาย 12 เดือน” เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ บล.กสิกร ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลอย่างมาก โดยระบุว่าทุกๆ การปรับขึ้นของราคาดีเซล 1 บาท จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP ประมาณ 0.02% ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนวันละประมาณ 2,500 ล้านบาท หรือเดือนละ 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. นี้ รัฐอาจต้องใช้เงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคา

ปัจจัยนี้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะ (Public Debt) พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 67% และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้เพดาน 70% เร็วขึ้นภายในปี 2571-2572 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมองว่ารัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการบริโภค (Consumption) มากขึ้น

ดังนั้น ปรับกลยุทธ์ “Rotation” สู่กลุ่ม Investment และ War Hedging จากข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและภาวะเงินเฟ้อขาขึ้น โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุน (Sector Rotation) จากกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ ไปสู่กลุ่มการลงทุน (Investment) และหุ้นที่มีความทนทานต่อต้นทุนพลังงาน (Ebit Margin Resilience)

  • กลุ่ม War Hedging โดยแนะนำ IVL เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบต่ำกว่าหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีอื่น ๆ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่วนต่างราคา (Spread) ของ PET มีโอกาสพุ่งจาก 250 เป็น 300 เหรียญ ซึ่งจะหนุนกำไรให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
     
  • กลุ่ม Healthcare เลือก BCH เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมีสัดส่วนลูกค้าจากตะวันออกกลางไม่สูงนัก (เมื่อเทียบกับ BH หรือ PR9) ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัด และยังมีปัจจัยบวกจากการปรับเพิ่มค่าบริการประกันสังคม
     
  • กลุ่ม Investment แนะนำ STECON โดยมองเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของอัตรากำไร (Margin) จาก 4-5% ขึ้นสู่ 7-8% จากการรับงานโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน
     
  • กลุ่ม Property & High Dividend เลือก SIRI ด้วยจุดเด่นเรื่องอัตราปันผลที่สูงถึง 8-10% และระดับ P/E ที่ต่ำเพียง 4-5 เท่านอกจากนี้ ยังมองเห็นธีมการย้ายถิ่นฐานของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม (เช่น รัสเซีย เมียนมา ไต้หวัน) เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยมากขึ้น