เศรษฐกิจไทยต้นปีเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากวิกฤตพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ภาพการฟื้นตัวที่เคยคาดหวังเริ่มสะดุด ท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูง กำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มกดดันทั้งเศรษฐกิจและตลาดทุนมากขึ้น
ทิวา ชินธาดาพงศ์ (มี่) นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงต้นปี 2569 ว่า เปรียบเหมือนบรรยากาศที่เคยดูสดใสคล้ายภาพยนตร์แนวโรแมนติก กลับพลิกผันอย่างรวดเร็วเป็นฉากสงครามจากแรงกดดันด้านพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากจะคาดการณ์ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบหนักทุกด้าน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูงแต่รายได้ไม่เพิ่ม ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งเข้าใกล้ระดับ 90%
ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ได้สะท้อนจากอุปสงค์อุปทานจริงเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรในตลาดโดยแม้การใช้น้ำมันจริงจะอยู่ที่ราว 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปริมาณการซื้อขายในตลาดกลับสูงกว่าหลายเท่าตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนตามปัจจัยเชิงจิตวิทยาและท่าทีของมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากพลังงานที่พุ่งสูงได้ลุกลามเป็นลูกโซ่ไปยังภาคเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวจากสายการบินในหลายประเทศที่ลดจำนวนเที่ยวบิน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลง
ส่วนด้านภาคเกษตรกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับราคาข้าวที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดใหม่ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตะวันออกกลางที่ชะงักงันจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง ขณะที่ตลาดสำคัญอย่างอิรักเคยมีสัดส่วนสูงถึง 17% ของการส่งออกข้าวไทย
"แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเปราะบาง แต่ในมุมของตลาดทุนประเมิน กำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกอาจไม่ได้ปรับลดลงรุนแรง เนื่องจากโครงสร้างตลาดที่มีหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนสูง ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกำไรจากสต็อกน้ำมันที่เข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการ"
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งมองว่า ยังไม่ได้ถูกสะท้อนในตลาดอย่างเต็มที่ แม้ตลาดจะรับรู้ปัจจัยสงครามไปแล้วส่วนใหญ่ แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวจนกดดันให้เกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าหุ้นในระดับโลก ขณะที่ในประเทศไทยยังเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.จะหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ
สำหรับในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ได้ปรับพอร์ตไปยังหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ใช้เทรดระยะสั้นตามวัฏจักรของราคา ซึ่งบางบริษัทมีมูลค่าทางบัญชีต่ำมาก ทำให้มีโอกาสรีบาวด์แรงเมื่อสถานการณ์พลิกฟื้น และอีกกลุ่มคือ การลงทุนตามเมกะเทรนด์ระยะยาว โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเชื่อว่า จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเร็วขึ้นจากวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมองแนวโน้มดังกล่าวอาจเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ควรใช้เวลา 20-30 ปี เกิดขึ้นเร็วภายใน 3-4 ปี โดยแรงจูงใจสำคัญมาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับโซลาร์เซลล์และพลังงานทางเลือกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศยังต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นทิศทางภายในต้นเดือน เม.ย.2569 โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่งพลัส” และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ 3-4 แสนล้านบาท อาจเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ โครงการ JUMP+ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่น่าสนใจ เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมจะต้องนำเสนอแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการโดยตรง ทำให้การประเมินศักยภาพไม่ได้เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายการเติบโตแบบลอย ๆ แต่มีการพิจารณาเชิงลึกถึงที่มาที่ไปของธุรกิจ จึงมองว่า เป็นโครงการที่มีคุณภาพ และอาจเป็นแหล่งค้นหาหุ้นซ่อนมูลค่าที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตสำหรับนักลงทุน
ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า ธีมการลงทุนหลังการเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งเคยดึงดูดเงินทุนต่างชาติยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยปัจจัยสงครามในระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงซึ่งสามารถเป็นสินทรัพย์หลบภัยได้ในภาวะผันผวน
ส่วนในมุมมองต่างประเทศ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ถูกมองว่าเป็นแรงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกเศรษฐกิจ ทั้งในฝั่งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ กลายเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ตลาดยังให้มูลค่าไม่เต็มที่
สำหรับประมาณการกำไรต่อหุ้นของตลาดไทยในปีนี้ นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยจากแรงหนุนของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต หากสามารถคัดเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสม





