วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2569

Login
Login

'เทิดศักดิ์' ชี้วิกฤติพลังงานดันน้ำมันพุ่ง เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย  แนะถือหุ้นปันผลสูง–คอมโมดิตี้ ลุ้น JUMP+ หนุนตลาด

'เทิดศักดิ์' ชี้วิกฤติพลังงานดันน้ำมันพุ่ง เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย  แนะถือหุ้นปันผลสูง–คอมโมดิตี้ ลุ้น JUMP+ หนุนตลาด

แรงกดดันจากวิกฤตพลังงานที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เขย่าเศรษฐกิจโลกและทิศทางตลาดการเงิน โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นรวดเร็ว ผสานกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีข้อยุติ ทำให้ความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ได้กล่าวในงาน กล่าวในงานสัมมนา Investment 2026 : Opportunity Beyond Crisis ซึ่งจัดโดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากย้อนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับ 4 เหตุการณ์วิกฤตพลังงานในอดีต ได้แก่ วิกฤติน้ำมันปี 1973 การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990 และวิกฤตรัสเซีย ยูเครนปี 2022 ซึ่งทุกครั้งราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นรุนแรงตั้งแต่ระดับ 64% ไปจนถึงมากกว่า 300% และล้วนส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น พร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้จากบทเรียนสำคัญในอดีต เมื่อใดก็ตามที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 50% มักจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเวลาต่อมา ขณะที่วิกฤติรอบปัจจุบันมีความแตกต่าง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน คลังสำรอง หรือแหล่งผลิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในระดับเดียวกันในอดีต หากสถานการณ์ลุกลาม ราคาพลังงานมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน แม้อัตราเงินเฟ้อในเชิงสถิติจะเริ่มชะลอลง แต่ราคาสินค้าและบริการจริงอาจไม่ลดลงตาม ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับเศรษฐกิจไทย ภาพรวมยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยการเติบโตของ GDP ในปีนี้ถูกประเมินไว้เพียง 1-2% สะท้อนการฟื้นตัวที่เปราะบาง ขณะที่ฐานะการคลังเริ่มตึงตัวจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 64% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ หากภาครัฐจำเป็นต้องใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มเติม อาจกระทบต่อความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะถัดไป นอกจากนี้ ภาคการค้าระหว่างประเทศยังถูกกดดันจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในช่วงต้นปี

ขณะที่ ในมุมของตลาดหุ้นไทยความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งหากสถานการณ์ข่าวร้ายที่ความชัดเจนยังไม่ปรากฏเหมือนกับ “มีดบาดนิ้ว” ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักตีความข่าวร้ายในเชิงรุนแรงเกินจริง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจนสะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวเมื่อความกังวลคลี่คลายบางส่วน ปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยรีบาวด์จากบริเวณ 1,330 จุดขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,420–1,450 จุด อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์โลก หากมีเหตุการณ์ยกระดับความรุนแรง ตลาดอาจกลับมาประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ทิศทางตลาดหุ้นไทยภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน ประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ EPS ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 95 บาทต่อหุ้น เติบโตราว 7% และกรอบดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ประมาณ 1,350–1,550 จุด โดยมีโอกาสขยับขึ้นได้มากกว่านั้น หากปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เข้ามาเพิ่มเติม เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2022 ซึ่งระดับกำไรใกล้เคียงกัน แต่ดัชนีตลาดอยู่สูงกว่าในระดับ 1,600 จุด สะท้อนว่า ตลาดปัจจุบันยังมีช่องว่างในการปรับตัวขึ้นได้

สำหรับในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนยังคงเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นที่มีเงินปันผลสูงเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยกลุ่ม High Commodity อย่าง PTT หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ยังคงโดดเด่นจากกระแสเงินสดที่มั่นคง และให้ผลตอบแทนปันผลสูงประมาณ 6% และมี ESG Rating อยู่ในระดับ A

ขณะที่กลุ่ม Soft Commodity สินค้าเกษตรอย่าง CPF คาดการณ์ปันผล 4.98% และ NER คาดการณ์ปันผลสูงถึง 8% ซึ่งทั้งคู่ได้รับ ESG Rating ระดับ AAA ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าในตลาดโลก ส่วนกลุ่มพลังงานทดแทนอย่าง GUNKUL แม้ราคาจะขยับขึ้นมาบ้างแล้วแต่ยังให้ผลตอบแทนปันผลที่น่าสนใจประมาณ 5.2% แต่ทว่ายังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก

ขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่มที่อิงกับฤดูกาลช่วง High Season เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนกลุ่มเครื่องดื่มมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากช่วง High Season ในไตรมาสถัดไป อย่าง ICHI ซึ่งมีการคาดการณ์ผลตอบแทนปันผลในปีนี้สูงถึง 10% ตามมาด้วย CBG ที่ให้ปันผลเกือบ 5% รวมถึงกลุ่มธนาคารอย่าง BBL, KTB และ TTB ที่ยังได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง

นอกจากนี้ ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและไม่ปรับลดลงโดยง่าย เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อด้านต้นทุน หุ้นกลุ่มธนาคารจึงยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่ให้ Yield ดี ได้แก่ BBL 5.9% , KTB 5.9% และ TTB 6.25%

และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตา โครงการ JUMP+ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มในอนาคต โดยมีนักวิเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการประเมินความเป็นไปได้ และต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท ทำให้แผนดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนในการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว