วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2569

Login
Login

เผดิมภพ กูรูสายเทรด จิ้มหุ้นเด็ด พลิกเกมจ่อเข้าภาวะ Stagflation

เผดิมภพ กูรูสายเทรด จิ้มหุ้นเด็ด พลิกเกมจ่อเข้าภาวะ Stagflation

ภาวะการลงทุนในปีนี้เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่ง แม้ช่วงต้นปีตลาดหุ้นไทยจะส่งสัญญาณบวกจนสามารถทะลุระดับ 1,500 จุดได้ในเดือนก.พ.  ขานรับความชัดเจนด้านการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงจนต้องประกาศใช้ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนาใหญ่ "Opportunity Beyond Crisis: ถอดรหัส… วิกฤตสู่โอกาส"  ผ่านมุมมอง กูรูในแวดวงตลาดทุนไทยร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวนรุนแรง 

สำหรับในช่วง  Panel Discussion: The Stock Shift พลิกเกม ปลดลงทุน "เผดิมภพ สงเคราะห์ " กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุด สายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การลงทุนในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับ "จังหวะเวลา" (Timing) มากพอๆ กับพื้นฐาน โดยส่วนตัวใช้การวิเคราะห์แบบ Top-down เพื่อดูภาพรวมของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเติบโตหลังโควิด เข้าสู่ช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูงและราคา สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น

และในมุมมองระดับมหภาค แม้จะมีการปรับลดประมาณการจีดีพีในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ยังมองว่า เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในทันที โดย จีดีพี ของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกยังถูกคาดการณ์ไว้ที่ 2% 

แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ตัวเลขเงินเฟ้อ (PMI Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องพิจารณาเรื่องดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง แม้ตลาดจะเริ่มมีการเก็งกำไรถึงการขึ้นดอกเบี้ยบ้างแล้วก็ตาม

"เผดิมภพ" สะท้อนให้เห็นว่า วัฏจักรเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในช่วง "เศรษฐกิจเฟื่องฟูที่มาพร้อมเงินเฟ้อ" และกำลังขยับเข้าใกล้ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในลำดับถัด

จากปัจจัย “ราคาน้ำมัน” ยังคงมีความ “ผันผวนสูง”  โดยคาดการณ์ว่าอาจเห็นจุดสูงสุด (Peak) ในช่วงปลายเม.ย.ถึงต้นเดือนพ.ค. ก่อนจะเริ่มนิ่ง  หรือปรับลงมาที่ระดับประมาณ 80 -90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลมีแนวโน้มปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมัน ซึ่งแม้จะเป็นผลลบต่อค่าครองชีพประชาชน  แต่ในมุมการลงทุนถือเป็นการปรับตัวตามความเป็นจริงของตลาดโลก แม้ไทยจะเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อจีดีพี แต่หากพิจารณาในแง่ของ กำไรต่อหุ้น (EPS) พบว่า บริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ และยังมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ซึ่งนักลงทุนต้องคัดเลือกเป็นรายกลุ่ม (Selective Buy)

ด้วยลักษณะตลาดที่มีความผันผวนสูง "ลงเดี๋ยวขึ้น ขึ้นเดี๋ยวลง" เช่นนี้ "เผดิมภพ มองว่า “เป็นโอกาสทอง” ของ นักลงทุนสาย Momentum หรือสายเทรดดิ้ง (Trading) ที่เน้นทำกำไรตามรอบ 

แต่อย่างไรก็ตาม สภาวะเช่นนี้ ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนที่รุนแรงอาจทำให้เสียโอกาสหรือเกิดความเสียหายได้ง่าย

ชี้เป้า Commodity คือทางรอดถัดไป

ภาพรวมการลงทุนที่น่าจับตา "เผดิมภพ"  ระบุว่าปัจจุบันกลุ่ม สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ยังคงอยู่ในระดับราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหุ้นและดัชนี NASDAQ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 10 ปี ตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่มักจะเริ่มต้นจากหุ้นกลุ่ม S-Curve ใหม่ ตามด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ และจบลงที่ความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ

"พลังงานและปิโตรเคมี"รอบของการเก็งกำไรเมื่อราคาย่อตัว 

แม้ราคาพลังงานและแก๊สธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล แต่ "เผดิมภพ"  มองว่า น้ำมันยังมีโอกาสไปต่อ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มต้นน้ำอย่าง “PTTEP” และ ”BANPU“ แนะนำให้ใช้จังหวะ "ซื้อเมื่อมีข่าวเชิงบวกว่าราคาน้ำมันจะลง" เพื่อเก็งกำไร แต่หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนะนำให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน 

นอกจากนี้  “กลุ่มปิโตรเคมี” อย่าง ”PTTGC“ ก็น่าสนใจเนื่องจากใช้แก๊สในประเทศเป็นวัตถุดิบหลักจึงไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกมากนัก ขณะที่ “TOP ” ยังได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่เน้นการปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลกโดยไม่มีการแทรกแซง

ห้าม มองข้าม "เกษตรและอาหาร"ย้ำเป็น "Next Shot" 

"เผดิมภพ" กล่าวต่อว่า สินค้ากลุ่มถัดไปที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดคือ ”สินค้าเกษตรและอาหาร“ มีปัจจัยเร่งจากการพุ่งขึ้นของราคาปุ๋ยยูเรียและแนวโน้มภาวะภัยแล้งที่กำลังจะกลับมา หุ้นในกลุ่มปศุสัตว์และอาหารอย่าง ” CPF, BTG,GFPT,TFG” ถูกยกให้เป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองแบบยกชุด โดยแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อโดยใช้เครื่องมือทางเทคนิคประกอบ  

ขณะที่ นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง กองทุนรวมอย่าง ”K-AGRI“  ซึ่งลงทุนในฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร (ปาล์ม, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง) และ ”KT-ENERGY“ (KT-ENERGY & FOOD) มองว่า  เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ 

ทยอยสะสมหุ้นเดินเรือ รับ Stagflation มาแน่

นอกจากนี้ สัญญาณสำคัญที่จะบ่งบอกว่าภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กำลังจะมาถึง คือ การพุ่งสูงขึ้นของ ค่าระวางเรือซึ่งแสดงถึงปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่ติดขัด ในขณะนี้แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเดินเรืออย่าง RCL และ TTA 

 

เตือนระวัง หุ้นเอกชนไร้เครดิตเสี่ยงสูง 

นอกจากนี้ ในด้านค่าเงิน มีการคาดการณ์ว่า ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น จากความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด (Fed) กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ "ขายพันธบัตรระยะยาว" และเปลี่ยนไปถือ พันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐฯ (T-Bills)เพื่อเก็งกำไรจากค่าเงิน พร้อมคำเตือนถึงผู้ถือ Junk Bond (หุ้นกู้เกชนที่มีความเสี่ยงสูง) ว่าควรพิจารณาขายออกหรือ "มอบตัว" ทันทีเนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น 

มอง ทองคำ จากสินทรัพย์ปลอดภัย สู่การเก็งกำไรระยะสั้น 

การลงทุนทองคำ "เผดิมภพ" มองว่า  แม้ทองคำราราจะเคยทำ New High ไปแล้ว แต่ปัจจุบันสถานะของทองคำเปลี่ยนเป็นช่วง “แกว่งตัว" โดยมีทิศทางโน้มเอียงไปทางขาลงมากกว่าขาขึ้นในระยะสั้น แนะนำว่า"ไม่ซื้อเพื่อถือยาว"ในตอนนี้ และอย่าหลงเชื่อกระแส ราคาที่อาจพุ่งไปถึง 80,000 หรือ 100,000 บาท เนื่องจากรอบใหญ่ของทองคำอาจต้องรอไปอีกอย่างน้อย 10-20 ปี

หุ้นไทยผันผวนกรอบ 1,350-1,550 จุด 

ทางด้านตลาดหุ้นไทยในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือจะยังคงเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ  "เผดิมภพ"  มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยคาดว่า ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงนี้จะมีลักษณะการแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,350 - 1,550 จุด ขณะที่กำไรของบจ.ในปีนี้คาดเติบโตระดับ 7% 

แนะนำว่า  นักลงทุนจึงควรปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยเน้นสินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากสินค้าโภคภัณฑ์ และรอจังหวะการเข้าซื้อที่เหมาะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว  ด้ววยการลงทุนในสไตล์ Top-down ซึ่งให้ความสำคัญกับภาพรวมทางเศรษฐกิจมากกว่าการยึดติดกับเป้าหมายดัชนีหรือกำไรต่อหุ้น (EPS) เพียงอย่างเดียว 

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันการลงทุนมีความสะดวกมากขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายรองรับทุกธีมการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ (Offshore), กองทุนรวม หรือ ETF ต่างๆ ซึ่งนักลงทุนควรศึกษาเครื่องมือเหล่านี้ให้ครบถ้วนเพื่อสร้างความได้เปรียบท่ามกลางความท้าทายที่นักลงทุนบางส่วนยังคง ติดอยู่กับกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมๆ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี หุ้นจีน หรือแม้แต่หุ้นไทยในรูปแบบเดิมๆ 

อีกทั้ง มองว่า  การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ JUMP+ ช่วยหนุนให้ตลาดทุนไทย รักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตไปอีกก้าว ซึ่งนักลงทุนต้องปรับตัว พร้อมที่จะก้าวกระโดดไปกับจังหวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนไทยครั้งนี้ด้วย