ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับกรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนาใหญ่ "Opportunity Beyond Crisis: ถอดรหัส… วิกฤตสู่โอกาส" ระดมกูรูวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ถาโถมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากชนวนเหตุวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเสียดฟ้า จนกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลก และภาวะเงินเฟ้อระดับสูงที่กัดเซาะกำลังซื้อของผู้บริโภค
ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงพร้อมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ "ตลาดทุนไทย" ต้องเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากเผชิญปรากฏการณ์ Circuit Breaker ในรอบ 6 ปี แต่จนถึงปัจจุบัน "ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่ง" ด้วยหุ้นปันผลจ่ายหนักกว่า 650,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในพิธีเปิดงานสัมมนาว่า ในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.ที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับความผันผวน จากสงครามในตะวันออกกลาง อย่างรุนแรง จากจุดสูงสุดในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา (Fabulous February) ที่ 1,535 จุด ปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค.นี้ (Mad March) ที่ 1,331 จุด ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนี SET Index ปรับลดลงถึง 117 จุด หรือประมาณ 8% ส่งผลให้ต้องประกาศใช้มาตรการหยุดทำการซื้อขายชั่วคราว หรือ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี2563
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกที่น่าสนใจ นายสรวิศ กล่าวว่า ดัชนี SET Index ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากสิ้นปีที่แล้วประมาณ 12% ซึ่งถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกขณะที่สภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วง 3 เดือนแรกของปี (YTD) อยู่ที่ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 58% โดยมีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32% สะท้อนถึงความคึกคักและการให้ความสนใจในการซื้อขายที่มากขึ้น
ชู "หุ้นปันผล" จ่ายทุบสถิติฝ่าวิกฤติ
ในมิติของผลตอบแทน นายสรวิศ ระบุว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี PE Ratio อยู่ที่ 16 เท่า และมีอัตราส่วนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยที่ 4.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่ดึงดูดใจ โดยในปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถึง 580 บริษัท ที่ประกาศจ่ายเงินปันผล รวมมูลค่ากว่า 650,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยกลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
”ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตและความผันผวน ตลาดหุ้นไทย ยังมีหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุน“
ยกระดับ บจ. ผ่าน "JUMP+"
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับเปลี่ยนพันธกิจ ใหม่ภายใต้แนวคิด SETPath“The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ผ่านโครงการเรือธงอย่าง "โครงการ JUMP+" ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติ คือ ด้านธุรกิจ, ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน
ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ JUMP PLUS แล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ซึ่งหากบริษัทเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าและศักยภาพได้ตามเป้าหมาย จะถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการลงทุนในระยะยาวสำหรับนักลงทุนทุกคน





