นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) วรรณ และในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สมาคมฯวางยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าขยายฐานนักลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าตัวแตะ 6 ล้านราย ใน 5 ปี จากปัจจุบัน 3 ล้านราย พร้อมสนับสนุนโครงการ TISA และการปรับเงื่อนไข Thai ESG เป็นหัวหอกหลักดึงเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ เตรียมรุกกลุ่ม Expats และ Silver Economy มั่นใจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนแสนล้านต่อปี
สมาคมฯ เตรียมเสนอภาครัฐยกระดับโครงสร้างภาษีผ่าน "โครงการ TISA" เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ใกล้เคียงกับอดีตกองทุนยอดฮิตอย่าง LTF โดยมีข้อเสนอดังนี้
• ขยายเพดานสิทธิประโยชน์ภาษีรวม: จากเดิม 800,000 บาท เพิ่มเป็น 1 ล้านบาท
• เพิ่มวงเงินลดหย่อนก้อนใหม่: เสนอขยายส่วนการลงทุนในกลุ่ม ESG (หุ้น, บอนด์ หรือกองทุน Thai ESG) จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท
• เพิ่มทางเลือกที่ยืดหยุ่น: หากวงเงินเดิมยังอยู่ที่ 800,000 บาท สมาคมฯ เสนอให้เปิดกว้างการลงทุนในส่วน 300,000 บาทสุดท้าย ให้รวมถึง Thai ESG เพื่อกระจายความเสี่ยงผ่านผู้เชี่ยวชาญ แทนการจำกัดอยู่เพียงหุ้นหรือบอนด์รายตัว
สมาคมฯ ยอมรับ ว่ากองทุน Thai ESG รุ่นแรกยังมีสัดส่วนตราสารหนี้สูงเกินไป (70%) ทำให้มีเงินเข้าตลาดหุ้นไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเสนอทางออกใหม่ ดังนี้
• ESG Share Class: หากรัฐไม่รวม Thai ESG ใน TISA จะเสนอให้เพิ่ม Share Class ใหม่ในกองทุนเดิมที่เน้นหุ้นไทยโดยตรง เพื่อลดความสับสนและไม่ต้องตั้งกองทุนใหม่
• ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ (AUM) : รวมที่ 500,000 ล้านบาท โดยคาดหวังเงินไหลเข้าเฉลี่ยปีละ 100,000 ล้านบาท
นอกจาก การขยายฐานคนรุ่นใหม่ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง Baht ETF ที่จะเปิดตัวครึ่งปีหลังนี้ ทาง สมาคมฯ ยังเล็งเห็นศักยภาพของกลุ่ม "Expats" โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางที่มีพำนักในไทยกว่า 5 แสนคน
• LTR Visa Model: เสนอปรับเงื่อนไขวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR) ให้สามารถนับรวม "กองทุนรวม" เป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อขอวีซ่าได้ (จากเดิมที่จำกัดแค่บอนด์หรืออสังหาฯ)
• Singapore Model: เสนอเกณฑ์ให้นักลงทุนกลุ่มนี้จัดสรรความมั่งคั่งอย่างน้อย 10% มาลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งหากดึงดูดได้เพียง 25,000 คน จะสร้างเม็ดเงินใหม่ได้มหาศาล
ทั้งนี้ สมาคมบริษัทจัดการลงทุนจึงกำหนดแผนงานระยะ 3 ปี(ปี2569-2571) ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1.) Policy Drivers – ขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มการออมมุ่งเพิ่มการออมของประเทศ ขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคนเป็น 6 ล้านคนภายใน 5 ปี พร้อมขยายช่องทางการขายผ่านดิจิทัล ส่งเสริมการลงทุนแบบอัตโนมัติ (Automatic Investing) และขยายการลงทุนไปยังแรงงานนอกระบบ รวมถึงกลุ่ม Freelance และ Gig Workers
2.) ESG Pioneer – ผลักดัน ESG เป็นจุดขายตลาดทุนไทย สนับสนุนเป้าหมาย NDC ของประเทศ ผลักดันสินทรัพย์ ESG ให้เป็นจุดแข็งของตลาดทุนไทย พร้อมส่งเสริม Collective Engagement ในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อยกระดับมาตรฐานบริษัทจดทะเบียน
3.) Pension Architect – วางรากฐานระบบบำนาญ
มุ่งเพิ่มการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) รองรับสังคมสูงวัย พร้อมผลักดันการออมภาคบังคับผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มประเภทสินทรัพย์ลงทุนใน PVD ให้สอดคล้องมาตรฐานสากล
4.) AMC Business Development – ยกระดับอุตสาหกรรมจัดการลงทุน พัฒนาช่องทางและโอกาสขยายธุรกิจจัดการลงทุน รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
สมาคมบริษัทจัดการลงทุนระบุว่า การยกระดับบทบาทนักลงทุนสถาบันจะช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสการออมระยะยาวของประชาชนในอนาคต





