"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 มี.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,447.05 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.13 จุด หรือคิดเป็น 0.29% นักวิเคราะห์ชี้ตลาดเปิดรับความเสี่ยง ลุ้นหุ้นรีบาวด์กลุ่มโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์ปรับเพิ่มราคาค่าไฟ
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 มี.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,447.05 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.13 จุด หรือคิดเป็น 0.29% โดย ดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,457.71 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,442.16 จุด และมี มูลค่าซื้อขาย รวม 63,398.39 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 276.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.72% มูลค่าซื้อขาย 4,132,656.50 พันบาท (ประมาณ 4,132.66 ล้านบาท)
- GULF ราคาปิด 58.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 2.64% มูลค่าซื้อขาย 3,843,973.30 พันบาท (ประมาณ 3,843.97 ล้านบาท)
- PTTEP ราคาปิด 159.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 0.95% มูลค่าซื้อขาย 3,342,399.40 พันบาท (ประมาณ 3,342.40 ล้านบาท)
- PTT ราคาปิด 34.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 3,195,978.80 พันบาท (ประมาณ 3,195.98 ล้านบาท)
- TRUE ราคาปิด 13.70 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 2.14% มูลค่าซื้อขาย 3,006,328.82 พันบาท (ประมาณ 3,006.33 ล้านบาท)
นายภูวดล ภูสอดเงิน นักกลยุทธ์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในทางบวก ภาพรวมยังคงแข็งแกร่งแม้มีแรงขายกดดันดัชนี หลังตลาดเปิดรับความเสี่ยงเทขายหุ้นกลุ่มดีเฟนซีฟในกลุ่มธนาคาร สื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ มารอลุ้นรีบาวด์ในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก สนามบิน เนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ และหุ้นขนาดกลางในกลุ่มเกษตรอย่างยางพารา
ด้านปัจจัยภายในประเทศ คาดว่า ตลาดเริ่มเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มรีบาวด์ อย่างกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเนื่องจากจากแนวโน้มการปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้าตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะไม่เป็นอัปไซด์ต่อกลุ่มค้าปลีกเนื่องจากเป็นการเยียวยาระยะสั้น
ในสัปดาห์หน้า (30 มี.ค.) ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในทางบวก แนวต้าน 1,470-1,480 จุด แนวรับ 1,420-1,430 จุด โดยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนแต่ท่าทีตลาดมองบวก ผ่านจุดวิกฤตที่สุดมาแล้ว อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน : แนะนำทยอยขายทำกำไรในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและหันมามองในกลุ่มที่ปรับในทิศทางตรงข้ามกับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง SCC และ PTTGC ด้านนโยบายภาครัฐมอง STECON และกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก





