วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤตน้ำมันแพง! เปิดรายชื่อหุ้นรับผลกระทบเต็ม ๆ ใครเสี่ยงสุด?

วิกฤตน้ำมันแพง!  เปิดรายชื่อหุ้นรับผลกระทบเต็ม ๆ ใครเสี่ยงสุด?

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี ทาง ADB คาดการณ์ว่าอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย-แปซิฟิกลดลงมากถึง 1.3% ในช่วงปี 2569-70 และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 3.2% ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และ FUND FLOW ในอนาคตอันใกล้ โดยราคาน้ำมันในแถบอาเซียนปรับขึ้นอย่างร้อยแรง เริ่มจากสิงคโปร์ ที่ราคาน้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 87 บาท/ลิตร ส่วนดีเซลทะลุ 100 บาท/ลิตร ตามด้วยสาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ไทยซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมกว่า 30% ซึ่งกระทบค่าครองชีพภายในประเทศเต็มๆ

เมื่อน้ำมันแพง ข้าวของก็เตรียมขึ้นราคา รัฐบาล (โดยกระทรวงการคลัง, คมนาคม และพาณิชย์) จึงต้องรีบคลอด 7 มาตรการเร่งด่วนมาช่วยพยุงประชาชนและภาคธุรกิจ โดยสรุปเบื้องต้น ดังนี้
 

1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน : ยอมลดรายได้ของรัฐ เพื่อกดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง
2. เติมเงินบัตรคนจน : เพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยเอาไปช่วยจ่ายค่าก๊าซหุงต้มหรือค่าเดินทาง
3. ชดเชยค่า K :ช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างของรัฐ ไม่ให้ทิ้งงานเพราะต้นทุนพุ่ง
4. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (SOFT LOAN) : ให้เงินหมุนเวียนกับธุรกิจที่กำลังแย่
5. โอนเงินช่วยค่าเดินทาง:จ่ายผ่านพร้อมเพย์ให้กลุ่มเป้าหมาย (เช่น แท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์)
6. จัดหาปุ๋ยราคาถูก :ช่วยเกษตรกรที่โดนต้นทุนปุ๋ยแพง (เพราะปุ๋ยหลายชนิดมาจากปิโตรเคมี)
7. ดันน้ำมัน B20 : หนุนให้รถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล B20 ในราคาที่ถูกกว่าปกติ

การที่รัฐบาลใช้มาตรการข้อ 1 คือ การลดภาษีน้ำมัน เพื่อช่วยประชาชน แปลว่ารัฐบาลกำลังยอมเสียรายได้ของประเทศไปบางส่วน สังเกตได้จากรายได้รัฐบาลในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.- ม.ค.) อยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท มาจากกรมสรรพากร (63.60%) ซึ่งก็มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภาษีบริษัท และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามมาด้วยกรมสรรพสามิต (18.42%) จากสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เหล้า บุหรี่ รถยนต์และน้ำมัน จึงทำให้รัฐบาลปัจจุบันตัดสินใจได้ยากลำบาก เพราะถ้าไม่ลดภาษี คนก็อยู่ไม่ได้ ข้าวของจะแพงขึ้น แต่พอลดภาษี รัฐก็จะมีเงินไปพัฒนาประเทศหรือทำสวัสดิการด้านอื่นๆ น้อยลง

ล่าสุดเองกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยจะกำหนดทั้งอัตราการลด และ ระยะเวลาให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมาย ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงทันที สอดคล้องกับภาษีที่ปรับลดลงจากระดับปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ราว 5-6 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงนโยบายยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในประเด็นขนาดของการลดภาษีว่าจะปรับลดเต็มจำนวนทั้งก้อน หรือเป็นเพียงการลดบางส่วนเพื่อช่วยพยุงราคาจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนของนโยบาย

ส่วนผลกระทบของราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นต่อบริษัทจดทะเบียนในมุมรายอุตสาหกรรม มีรายละเอียด ดังนี้ 

กลุ่มเครื่องดื่ม : ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบในแง่ของ 1) ต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในส่วนของต้นทุนเม็ดพลาสติก (ICHI, COCOCO, SAPPE) และก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตขวดแก้ว (CBG, OSP) ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มีการล๊อคราคาวัตถุดิบไปจนถึงช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งต้องมีการหารือร่วมกับ SUPPLIER อีกทีหากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงยาวนาน 2) ในด้านการขนส่งมีสัดส่วนไม่สูงเทียบกับต้นทุนรวมราว 2%-3% 3) ผลทางอ้อมจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง โดยน่าจะส่งผลกับ CBG และ OSP มากกว่าหุ้นอื่น เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคหลักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ยังคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ (คนละครึ่งพลัสเฟส 2) มาช่วยลดทอนผลกระทบ โดยเราคาด CBG จะได้รับผลบวกมากสุดตามสัดส่วนรายได้จากช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่สูงเกือบ 80% ของยอดขายรวม

กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย : ราคาน้ำมันไม่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนกลุ่มฯ เนื่องจากต้นทุนหลักเป็นค่าที่ดินแต่จะส่งผลทางอ้อมต่อราคาวัสดุก่อสร้าง (ต้นทุนก่อสร้างรวมกันคิดเป็น 25-30% ของต้นทุนโครงการ)ที่มีโอกาสปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังราคาขายใหม่ตามต้นทุนใหม่ ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ปกติกลุ่มคอนโดฯ มีการกำหนดต้นทุนเรียบร้อยและบางบริษัททำสัญญาผู้รับเหมาแบบ TURNKEY โดยผู้รับเหมาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองโดยมองผลกระทบที่น่ากังวลต่อกลุ่มฯ มากสุด คือเรื่องกำลังซื้อที่อ่อนแอ จะมีผลเชิงลบต่อยอดขายและโอนฯ

กลุ่มเกษตรอาหาร : ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่กระทบตรงต่อต้นทุนกลุ่มฯ เนื่องจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 5% ของต้นทุนรวม และการขนส่งส่วนใหญ่อยู่ในรูป FOB ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจะมาในรูปแบบต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ แต่คาดผลักต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่ผู้บริโภคได้

กลุ่มโรงไฟฟ้า : ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับขึ้น

กลุ่มพลังงาน : การปรับเพิ่มราคาขายน้ำมันด้วยการลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ในเชิงกลไกจะเป็นเพียงการส่งผ่านเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งไม่ส่งผลโดยตรงต่อค่าการตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) อย่างไรก็ตาม คาดยังถือเป็น SENTIMENT บวกในมุมของทิศทางราคาน้ำมันขาขึ้น จะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันจะมีกำไรสต็อกน้ำมัน รวมทั้งความคาดหวังว่าหากรัฐฯลดการตรึงราคาอาจช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น, ส่วนธุรกิจโรงกลั่น (TOP, BCP) ไม่กระทบ เพราะกำไรมาจากค่าการกลั่น ซึ่งไม่ได้คำนวนมาจากราคาขายปลีกน้ำมัน