สงครามตะวันออกกลาง ระหว่าง อิหร่าน สหรัฐ อิสราเอล ที่ยืดเยื้อมานาน 1 เดือน ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่เขย่าตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่เผชิญแรงเหวี่ยงอย่างรุนแรง โดยในบางช่วงดัชนีปรับตัวหลุดระดับสำคัญ 1,400 จุด ก่อนจะรีบาวด์กลับได้อย่างรวดเร็วจากความคาดหวังต่อสัญญาณคลี่คลายของสถานการณ์
ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวสะท้อนความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงทั้งราคาพลังงาน ค่าเงิน และทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การลงทุนในช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวนสูง
"กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาไปสำรวจหุ้นไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง ทนทานต่อแรงกระแทกจาก สงครามตะวันออกกลาง และสามารถรับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนในจังหวะตลาดผันผวน
1.บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) HANA
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 47.61%
- ราคาย้อน YTD บวก 70.25%
- เงินปันผล YTD 3.60%
- กำไรปี 2568 ที่ 670 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 24,569 ล้านบาท
- P/E 36.65 เท่า
- P/BV 0.93 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ในระยะกลางความคืบหน้าของโครงการ Solid State Cooling จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การ re-rating ของหุ้นหากธุรกิจใหม่สามารถสร้างผลบวกต่อกลุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ประเมินว่าหุ้นมีโอกาสถูก re-rate สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยที่ระดับ +0.25SD ราคาหุ้นมีโอกาสขึ้นไปที่ประมาณ 25.00 บาทต่อหุ้น และที่ระดับ +0.5SD อยู่ที่ราว 28.00 บาทต่อหุ้น
อย่างไรก็ตาม โครงการ Solid State Cooling คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ดังนั้นเราประเมินว่า ยังเร็วเกินไปที่ตลาดจะปรับมูลค่าหุ้นไปสู่ระดับดังกล่าวโดยเฉพาะในภาวะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ยังอยู่ในระดับสูง
2.บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TFG
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 30.89%
- ราคาย้อน YTD บวก 80.49%
- เงินปันผล YTD 8.69%
- กำไรปี 2568 ที่ 7,441 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 46,881 ล้านบาท
- P/E 6.30 เท่า
- P/BV 2.33 เท่า
บล.โกลเบล็ก ระบุว่า TFG เดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกอย่างจริงจัง หลังโมเดลร้านค้าปลีกที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ เตรียมเร่งเปิดสาขาใหม่มากกว่า 230 แห่งต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 1,250 แห่งภายในปี 2571 โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพสินค้า จากโมเดล farm-to-shop ที่ควบคุมตั้งแต่ฟาร์มถึงหน้าร้าน ทั้งในกลุ่มเนื้อหมูและไก่ ส่งผลให้บริษัทสามารถเจาะตลาดแมสในต่างจังหวัดได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และแข่งขันได้โดยตรงทั้งกับตลาดสดและค้าปลีกสมัยใหม่
แนวโน้มรายได้จากธุรกิจค้าปลีกมีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จะเพิ่มจาก 37% ในปี 2568 เป็น 55% ในปี 2569 และขยับขึ้นเป็น 59% ในปี 2570 ปัจจัยหนุนมาจากยอดขายต่อสาขาที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินว่าปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 61.4 ล้านบาทต่อสาขา จากจำนวน 851 สาขา และเพิ่มเป็น 62.6 ล้านบาทต่อสาขา จาก 1,020 สาขาในปี 2570
ในด้านมุมมองการลงทุน ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 6.0 บาท เป็น 9.5 บาท โดยอิงค่า P/E ปี 2569 ที่ระดับ 10 เท่า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 6 เท่า เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการที่ดีขึ้น และความเชื่อมั่นต่อคุณภาพกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดอิสระ
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตดังกล่าวมาจากความสำเร็จในการปรับโครงสร้างธุรกิจ จากเดิมที่เน้นธุรกิจต้นน้ำในรูปแบบสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหมูและไก่มีชีวิตในตลาด B2B สู่ธุรกิจปลายน้ำที่เน้นร้านค้าปลีกของบริษัทเอง ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า โดยเน้นการจำหน่ายเนื้อหมูเป็นหลักในสัดส่วนประมาณ 90% ควบคู่กับธุรกิจไก่เพื่อการส่งออก ส่งผลให้รายได้มีความมั่นคงมากขึ้น และลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาว
3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) IRPC
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 27.66%
- ราคาย้อน YTD บวก 81.82%
- เงินปันผล YTD 0.56%
- กำไรปี 2568 ที่ -3,571 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 36,782 ล้านบาท
- P/E - เท่า
- P/BV 0.56 เท่า
บล.กรุงศรี ระบุว่า บริษัทกำหนดแผน CAPEX ปี 2569-2573 ราว 10,380 ล้านบาท โดยกว่า 80% ใช้เพื่อการปิดซ่อมและปรับปรุงการผลิตเพื่อลดต้นทุนในระยะยาวบริษัทคงแผนปิดซ่อมในปี 2571 รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คาดหวังต้นทุนต่อหน่วยลดลงในระยะยาวช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยสำหรับปี 2569 ที่ยังมี CAPEX ในส่วนของ ongoing projects ไม่ได้มาจากปัญหาการก่อสร้าง/ล่าช้าของโครงการ UCF แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้างจึงยังไม่ได้จ่ายเงินลงทุนออกไปทั้งหมด
ทั้งนี้ คำแนะนำ มอง slightly positive ต่อข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ แม้บริษัทยังอยู่ในช่วงที่ธุรกิจปิโตรเคมียังไม่สร้างกำไร (EBITDA ปิโตรเคมี -1,340 ล้านบาท ใน ปี 2568 Vs. -1,630 ล้านบาท ในปี 2567) จาก product spread ยังอยู่ในระดับต่ำ (ไตรมาส 1/69 HDPE pipe grade 311$/ton -7% q-q และPP 321$/ton -1% q-q) เนื่องจาก oversupply ยังกดดัน แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจาก upside ของการขาย non-core asset ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่องในสภาวะที่ธุรกิจหลักยังเผชิญขาดทุน
อย่างไรก็ตาม คงคำแนะนำ Neutral ปี 2569 ที่ 1.30 บาท/หุ้น คงมุมมองราคาหุ้นตอบรับการฟื้นตัวดีของธุรกิจโรงกลั่นไประดับหนึ่งแล้วคงมุมมองการฟื้นตัวของ core opearation ของ IRPC ยังต่ำกว่ากลุ่มเนื่องจากต้นทุนคงที่ที่สูงกว่า ส่งให้ธุรกิจปิโตรเคมียังมี EBITDA ติดลบคงมุมมองกลุ่มโรงกลั่นที่ไม่มีธุรกิจปิโตรเคมีฉุดอย่าง BCP ได้ประโยชน์จาก stock loss ที่น้อยลงเด่นกว่า
4.บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) KCE
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 16.08%
- ราคาย้อน YTD บวก 26.92%
- เงินปันผล YTD 5.19%
- กำไรปี 2568 ที่ 833 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 27,306 ล้านบาท
- P/E 32.79 เท่า
- P/BV 2.08 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คงคำแนะนำ “TRADING” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 ที่ 18.70 บาทต่อหุ้น อิง P/E 24.6 เท่า (-0.75SD) ระยะยาวราคาหุ้นไม่แพงแล้ว แต่ระยะสั้นปัจจัยมหภาคยังกดดันสูง หุ้นจะน่าสนใจที่ระดับราคา 16.00-17.00 บาทต่อหุ้น สำหรับการเริ่มทยอยสะสมรอบใหม่ในมุมมองของเรา
ทั้งนี้ เชิงกลยุทธ์หุ้นปรับลดลงมาสะท้อนงบไตรมาส 4/68 และไตรมาส 1/69 ที่ยังอ่อนแอต่อไปมากแล้ว จากนี้ตลาดจะจับตาราคาทองแดง และค่าเงินบาท/USD โดยหากทองแดงเกินกว่า 14,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน หุ้นฟื้นตัวยาก เช่นเดียวกับค่าเงินบาท/USD ที่หากแข็งค่าเกินกว่า 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐการฟื้นตัวจะยังจำกัด
5.บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) STA
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 13.33%
- ราคาย้อน YTD บวก 39.34%
- เงินปันผล YTD 2.94%
- กำไรปี 2568 ที่ -1,266 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 26,112 ล้านบาท
- P/E - เท่า
- P/BV 0.54 เท่า
บล.ฟินันเซีย ระบุว่า ในระยะสั้น ราคายางพารา SICOM คาดว่า จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยความเสี่ยงขาลงมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากฝ่ายบริหารประเมินว่าระดับราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 175–180 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตของแอฟริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในโลก ในทางกลับกัน หากราคาปรับตัวสูงเกิน 210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อาจเริ่มสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนของผู้ผลิตยางล้อรถยนต์
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น มองว่าราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก 2 ด้าน ได้แก่ ราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 220–240 เซนต์ต่อกิโลกรัม และภาวะอุปทานยางธรรมชาติที่ตึงตัวในช่วงฤดูผลผลิตต่ำของประเทศไทยระหว่างเดือน ก.พ.ถึงพ.ค.2569
กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำให้เน้นการเทรดตามจังหวะราคา (trading) ตราบใดที่ราคายาง SICOM ยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยุติลงและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หุ้นในกลุ่มนี้อาจเผชิญแรงขายระยะสั้นตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากนั้น การฟื้นตัวของราคายาง SICOM ที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐาน จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนราคาหุ้นอีกครั้ง
6.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 11.50%
- ราคาย้อน YTD บวก 50.00%
- เงินปันผล YTD 1.59%
- กำไรปี 2568 ที่ -14,600 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 142,029 ล้านบาท
- P/E - เท่า
- P/BV 0.49 เท่า
บล.บัวหลวง ระบุว่า การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG โลกประมาณ 20% ท่ามกลางสงครามที่ทวีความรุนแรงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินเรือขนส่งน้ำมัน และอุปทานน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปและ LNG ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อ PTTGC น่าจะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากบริษัทจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 5–10%
โดยแหล่งน้ำมันดิบหลักของบริษัทมาจากสหรัฐฯ แอฟริกา และเอเชีย ปัจจุบัน PTTGC ร่วมกับกลุ่ม PTT Group กำลังจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลาง ในทางกลับกัน ภาวะตึงตัวของอุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปหนุนให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ (ซึ่งกลบผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดิบและค่าระวางที่เพิ่มขึ้น)
ทั้งนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีของ PTTGC มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในระดับจำกัด เนื่องจากบริษัทสามารถผลิตวัตถุดิบแนฟทาได้เองจากโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์ของบริษัท นอกจากนี้ วัตถุดิบหลักของบริษัทยังเป็นก๊าซในประเทศ (อีเทนและ LPG ซึ่งคิดเป็นประมาณ 85% ของวัตถุดิบทั้งหมดในไตรมาส 4/68) ดังนั้น PTTGC จึงยังสามารถเดินเครื่องโรงงานปิโตรเคมีได้เต็มกำลังการผลิต
ในด้านอัตรากำไร ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทา ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานโอเลฟินส์หลายแห่งในเอเชียและตะวันออกกลางต้องประกาศเหตุสุดวิสัยส่งผลให้อุปทานปิโตรเคมีลดลง ซึ่งจะช่วยหนุนราคาผลิตภัณฑ์ และส่วนต่างราคาให้ปรับเพิ่มขึ้นในอีกด้านหนึ่งในฐานะผู้ผลิตโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ PTTGC จะมีอัตรากำไรสูงกว่าโรงโอเลฟินส์ที่ใช้แนฟทาอย่างมีนัยสำคัญ ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนแนฟทาอยู่ในระดับสูง โดยเราประเมินเบื้องต้นว่า gas-based margin ของบริษัทได้ขยายตัวขึ้นประมาณ 150 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 19% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่คำแนะนา TACTICAL IDEA เมื่อวันที่ 8 ม.ค. (Commodities: Room for stock prices to rally further) อย่างไรก็ตาม PTTGC ยังมีสถานะเชิงแข่งขันที่แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการปิโตรเคมีจานวนมาก ดังนั้นเรามองว่า ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเราจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อพร้อมปรับราคาเป้าหมายณสิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 30 บาทโดยอิงจากPBV ที่0.5เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 1.0 เท่าอยู่ 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (เพิ่มขึ้นจาก 0.4เท่า)
7.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 11.40%
- ราคาย้อน YTD บวก 34.07%
- เงินปันผล YTD 5.78%
- กำไรปี 2568 ที่ 60,273 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 601,453 ล้านบาท
- P/E 9.98 เท่า
- P/BV 1.16 เท่า
บล.กรุงศรี ระบุว่า เราปรับเพิ่มกำไรปกติ 2569-2571 ขึ้น 30% เป็น 69,612 ล้านบาท (+16% y-y), 17% เป็น 60,959 ล้านบาท (-12% y-y) และ 63,843 ล้านบาท (+5% y-y) ตามลำดับ ตามการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 2569-2571 ที่ 8-22% เป็น 79, 70, 70$/bbl (Vs. เดิม 65.0$/bbl) จาก supply น้ำมันที่ตึงตัวมากขึ้นจากผลกระทบการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด รวมถึงปรับราคาก๊าซฯ เพิ่มตาม 3-5% (ราคา lag น้ำมันดิบ 6-12 เดือน)
ทั้งนี้ ปรับเพิ่มปีนี้เป็น 160.0 บาท และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น Buy (เดิม Neutral) จากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด, ทำกำไรและจ่ายปันผลดีขึ้นกว่าเดิม 17-30% ในช่วง supply พลังงานตึงตัวขึ้น จากทั้ง supply disruption ตรงช่องแคบฮอร์มุซ และทั่วโลกต้องใช้เวลาในการ re-stock น้ำมันกลับเข้า SPR ระยะสั้น core operation มีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ที่คาดฟื้นตัวได้ y-y q-q ตามปริมาณขาย (y-y)ที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งใหม่และ ASP (y-y q-q) ที่supply disruption ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มองความผันผวนจากรายการพิเศษ hedging loss (ส่วนใหญ่ non-cash) ที่อาจกดดันกำไรสุทธิเป็นโอกาสทยอยซื้อ
8.บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) DELTA
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 9.20%
- ราคาย้อน YTD บวก 67.63%
- เงินปันผล YTD 0.21%
- กำไรปี 2568 ที่ 24,815 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 3,617,407 ล้านล้านบาท
- P/E 145.78 เท่า
- P/BV 37.40 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรปกติทั้งปี2568 อยู่ที่ 2.31 หมื่นล้านบาท (+28% YoY)ใ กล้เคียงคาดการณ์ของเรา ในปี 2569 การลงทุนด้าน Data Center ที่ยังสูงทั่วโลกและการเติบโตของสินค้ากลุ่ม Liquid Cooling เริ่มมีนัยสำคัญในครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้รายได้และ GPM เติบโตได้ต่อเนื่อง เราคาดกำไรปกติปี 2569 ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท (+49% YoY) อิงสมมติฐานรายได้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯปี 2569 ที่ 7.5 พันล้านเหรียญ (+24% YoY) และ GPM 2026ที่29%
ทั้งนี้ คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 ที่ 160.00 บาทต่อหุ้น อิง PER 58.2 เท่าหรือ -0.25SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เราปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” เนื่องจาก Valuation ปัจจุบันที่แพงเกินไป หุ้นซื้อขายบน PER26 ที่ 79 เท่าแพงกว่าหุ้นเทคระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนมีทางเลือกอื่นๆ ที่ถูกกว่าหากอยากลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI และ Data Center
9.บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) STGT
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 4.89%
- ราคาย้อน YTD บวก 4.89%
- เงินปันผล YTD 5.20%
- กำไรปี 2568 ที่ -109 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 27,649 ล้านบาท
- P/E - เท่า
- P/BV 0.72 เท่า
บล.กรุงศรี ระบุว่า คาดกำไรปกติปี 2569–2570 ที่ 652/750 ล้านบาท (-6%/+15% y-y) บนสมมติฐานรายได้ +7.6%/+7% ต่อปี จากปริมาณขาย 38,500/40,000 ล้านชิ้น และ ASP 0.67/0.69บาท/ชิ้น ซึ่ง conservative กว่าเป้าบริษัทที่ 40,000 ล้านชิ้น
สำหรับปี 2569 ด้านต้นทุน เราคาด SICOM TSR 20 เฉลี่ยปี 2569 ที่ 185–200 cent/kg (base case) สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 177.5cent/kg ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบที่มักจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ASP กดดัน GPM ปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 8.9% (FY25:9.1%) โดยแผนการปรับ product mix ไปสู่ผลิตภัณฑ์ margin สูงอาจช่วย buffer แรงกดดันได้บางส่วน ทั้งนี้ หาก TSR20 เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 210–220cent/kg (Bull scenario) ส่งผลให้ GPM มีความเสี่ยงด้านลบเพิ่มเติม
แนะนำReduce; TP 8.40 บาท อิงวิธี DCF (WACC 9.1%, Terminal Growth 1%) ราคาหุ้นปัจจุบัน overpriced เมื่อเทียบมูลค่าพื้นฐาน downside -12% และแม้รวม dividend yield 5% ต่อปี total return ยังติดลบ -7% ความเสี่ยงหลักมาจาก3ปัจจัย ได้แก่ (1) ภาวะ oversupply กดดัน pricing power ท าให้ cost pass-through ยังจ ากัด กดดัน GPM ต่อเนื่อง (2) ความเสี่ยงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากรายได้จากการส่งออกคิดเป็นราว 90% ของรายได้รวม และ (3) ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 13% ในช่วง 3 เดือน สะท้อน near-term catalyst ไปมากแล้ว จึงแนะนำขายทำกำไร
10.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTB
- ราคาย้อนหลัง 1 เดือน บวก 3.70%
- ราคาย้อน YTD บวก 23.89%
- เงินปันผล YTD 7.63%
- กำไรปี 2568 ที่ 48,229 ล้านบาท
- มาร์เก็ตแคป 489,162 ล้านบาท
- P/E 10.15 เท่า
- P/BV 1.05 เท่า
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กําไร ปี 2569 คาดไว้ 4.5 หมื่นล้านบาท (-6% YoY) เป็นไปตามวงจรดอกเบี้ยขาลง ซึ่งสมมติฐานฝ่ายวิจัยรองรับดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจฟื้นช้ากว่าที่ กนง. มอง ฃอาจลดต่อได้ (ไม่น่าต่ํากว่า 0.75%) แต่การลดดอกเบี้ยในช่วงถัดๆ ไป ผลต่อประมาณการจะน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาในการลดดอกเบี้ย ประกอบกับ Coverage ratio สูงเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มฯ ที่ 200% จะช่วยให้ Credit cost อยู่ในการควบคุมอีกทั้ง Capital market ฟื้น รวมถึง Bond yield ไทยเริ่มย่อตัว หนุน Trading income (FVTPL+กําไรจากการขายตราสารหนี้) เข้ามาลดทอน Downside
ทั้งนี้ หากงวดปี 2569 หากประคองปันผลปกติที่ 2.07 บาทต่อหุ้น จะคิดเป็น DPR ราว 64% ภายใต้ Tier-1 ที่ 20% (ขั้นต่ํา 9.5%) เกินขั้นต่ำพอควรแล้ว จึงมองว่าสามารถรักษาเงินปันผลปกติตามข้างต้นได้ ซึ่งคิดเป็น Div Yield ราว 6.1% ยังน่าสนใจ อยางไรก็ตาม คงแนะนํา ซื้อ ด้วย FV ที่ 37.5 บาท (GGM ได้ PBV ที่ 1.1 เท่า เทียบเท่า PER 11.5 เท่า) และเลือกเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ต่อไป จาก Div Yield น่าพึงพอใจ รวมถึงแนวโน้ม ROE ข้างหน้าที่ 10% สูงสุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่





