วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

โบรกแนะหนี ‘ค้าปลีก-รับเหมา’ ผวา ‘น้ำมันพุ่ง’ ทุบกำไร ไตรมาส2

โบรกแนะหนี ‘ค้าปลีก-รับเหมา’ ผวา ‘น้ำมันพุ่ง’ ทุบกำไร ไตรมาส2

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านต้นทุนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกประเภทถึง 6 บาทต่อลิตร มีผลทันทีวานนี้ (26 มี.ค.) เนื่องจากภาระหนี้สะสมของกองทุนฯ ที่พุ่งสูงกว่า 35,000 ล้านบาท จนไม่สามารถพยุงราคาได้อีกต่อไป ขณะที่ค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในกรอบ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ มองต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง โดยเฉพาะ CPALL ที่มีสาขามากที่สุด ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลจะได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้และอุปสงค์การรักษามีความยืดหยุ่นต่ำ และทิศทางการลงทุนดัชนีหุ้นไทย มองมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,400-1,450 จุด

โบรกแนะหนี ‘ค้าปลีก-รับเหมา’ ผวา ‘น้ำมันพุ่ง’ ทุบกำไร ไตรมาส2
 

หุ้นเด่น (รับผลกระทบเชิงลบ)
AAV / BA :  ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินคิดเป็นเกือบ 30-40% ของต้นทุนทั้งหมด กระทบกำไรโดยตรง
KEX / SJWD / MENA : กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ต้นทุนน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นทำให้กำไรวูบ ถ้าปรับค่าขนส่งตามไม่ทัน
SCC / SCCC : อุตสาหกรรมหนัก (ปูนซีเมนต์/กระเบื้อง) ใช้พลังงานสูงมากในการผลิต ทั้งค่าไฟและน้ำมัน
CPALL / CRC / CPN : ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เปิดแอร์ 24 ชม. ค่าไฟที่พุ่งขึ้น กระทบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ทันที
BGRIM / GPSC :  (ระยะสั้น) โรงไฟฟ้า SPP ที่ขายไฟให้โรงงานอุตสาหกรรม จะโดนกดดันจากราคาก๊าซ LNG ที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนที่จะมีการปรับค่า Ft ชดเชยในภายหลัง

หุ้นเด่น (รับผลกระทบเชิงบวก)
PTTEP : เป็นต้นน้ำ (Upstream) กำไรวิ่งตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกโดยตรง
PTG / OR :  ได้อานิสงส์จากการที่รัฐเลิกตรึงราคาน้ำมัน ทำให้ค่าการตลาด (Marketing Margin) กลับมาสู่ระดับปกติ และมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Gain)
TOP / BCP / SPRC :  กลุ่มโรงกลั่นได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่มักทรงตัวระดับสูงในช่วงพลังงานขาดแคลน และมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเช่นกัน
GUNKUL / SPCG : ค่าไฟแพงทำให้คนหันไปติด Solar Roof มากขึ้น ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์จะรับทรัพย์เต็มๆ
    
    
 

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การขึ้นค่าน้ำมันครั้งนี้ส่งผลลบต่อการบริโภคในประเทศมากกว่าผลดีจากการลดภาระงบประมาณรัฐ เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางยังไม่สามารถทำได้ทันทีจนกว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบาย

ปัจจัยดังกล่าวมองผลกระทบเชิงลบทางตรงต่อ “กลุ่มโลจิสติกส์” แบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นสูง เช่น SJWD “กลุ่มค้าปลีก” กระทบโดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากกำลังซื้อลดลงและต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น, “กลุ่มไฟแนนซ์และนอนแบงก์” ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากกำลังซื้อที่ลดลง และภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้น อาจกระทบการชำระหนี้ และ “กลุ่มธนาคาร” อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการจ่ายหนี้ของลูกค้า (NPL) แต่ผลกระทบอาจจำกัดสำหรับธนาคารที่มีฐานลูกค้าคอร์ปอเรทมาก

นอกจากนี้ยังมี “กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม” อาจได้รับแรงกดดันในระยะสั้นจากต้นทุนการกระจายสินค้าที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ (Domestic Play) นักลงทุนต่างชาติซื้อเมื่อวานก่อนหน้า อาจมีการขายทำกำไรออกไปก่อน เนื่องจากผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ

ในส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมหรือยังไม่ชัดเจน ได้แก่ “กลุ่มโรงกลั่น” ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับราคาขายหน้าปั๊ม แต่ขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นในตลาดโลก และ“กลุ่มบรรจุภัณฑ์“ยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

แต่ทั้งยังมองผลกระทบเชิงบวก ใน “กลุ่มปั๊มน้ำมัน” เช่น OR มีโอกาสได้รับประโยชน์เนื่องจากความกังวลเรื่อง มาร์จินคลายลง แม้ปริมาณขายอาจลดลงบ้าง แต่โดยรวมคาดว่าจะเป็นบวกต่อ“การขนส่งมวลชน” เช่น BTS, BEM ผู้คนอาจเปลี่ยนมาใช้บริการมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงค่าน้ำมัน รวมทั้ง “กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า” (EV) ยอดจองในงาน Motor Show อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองหารถทางเลือกและ “กลุ่มพลังงานต้นน้ำ” เช่น BANPU พอจะเทรดดิ้งได้ หากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ มองกรอบแนวรับและแนวต้าน (ทางเทคนิค) มีแนวรับสำคัญที่ 1,437 จุด และถัดไปที่ 1,416 จุดแนวโน้มโดยรวมยังคงเป็น Sideways และความผันผวนจะยังคงมีอยู่ แม้ความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคลายตัวลงบ้าง มีการเจรจามากขึ้น แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อหุ้นและตราสารหนี้จำนวนมากเมื่อวันก่อนหน้าอาจเริ่มชะลอการซื้อหรือกลับมาขายวานนี้

นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เราประเมินกลุ่มขนส่ง, ค้าปลีก และโรงแรมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบเป็นหลัก ทั้งนี้ กลุ่มขนส่งโดยเฉพาะสายการบิน เช่น THAI, AAV และ BA ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอาจเห็นการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) อ่อนตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น CPALL และ CRC กลุ่มท่องเที่ยวหรือกลุ่มโรงแรมก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบทั้ง AOT, ERW และ CENTEL จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและอุปสงค์การท่องเที่ยวชะลอลง อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

นอกจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นจะฉุดอุปสงค์แล้วก็มีแนวโน้มจะกดดันฝั่งต้นทุนการดำเนินธุรกิจด้วยโดยเฉพาะในส่วนของค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระเชิงลบทั้งกลุ่มห้างร้านและโรงแรม