นักวิเคราะห์หั่นกำไรกลุ่มรับเหมา CK และ STECON ลดลง 12% และ 25% ตามลำดับ รับ GPM หดตามต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ด้านการส่งผ่านไปยังภาครัฐทำได้จำกัด ต้องรับต้นทุนส่วนเพิ่ม 4% ซ้ำเติมด้วยราคาวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงเพิ่มขึ้น แนะนำ “ซื้อ” CK เป็น Top pick จากราคาหุ้นปรับลงลึกสะท้อนความกังวลแล้ว
บริษัท หลักทรัพย์ ซี จี เอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานของผู้รับเหมาก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยเฉพาะโครงการที่มีการกำหนดราคาคงที่
ถึงแม้สัญญาก่อสร้างโครงการภาครัฐจะมีเงื่อนไขการปรับราคาตามสัดส่วน (K-factor) แต่ก็ลดแรงกดดันได้จำกัด เนื่องจากผู้รับเหมาจะต้องรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มก่อนในช่วงแรกก่อน 4% จึงจะสามารถส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มไปให้กับรัฐบาลได้
แต่โครงการของภาคเอกชนมักมีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องของการขอเจรจาแก้ไขสัญญาหรือการส่งผ่านต้นทุนเพิ่มไปให้กับเจ้าของโครงการ
ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่าบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนงานก่อสร้างภาครัฐสูง
ในทางกลับกัน CK ซึ่งมีสัดส่วนงานก่อสร้างโครงการของเอกชนในประเทศมากกว่า ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นภายใต้สมมติฐานที่ GPM ของ CK ลดลง 0.5% และ STECON ลดลง 0.8%เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2569 ของบริษัทจะลดลง 7% และ 15% ตามลำดับ
ผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุก่อสร้างกดดันมาร์จิน
แม้ว่าผู้รับเหมาจะรับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงที่สูงขึ้นอาจมีมากกว่า
เมื่อรวมผลกระทบโดยตรงต่อ GPM และผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2569 ของ CK และ STECON น่าจะลดลงประมาณ 12% และ 25% ตามลำดับ
ยังแนะนำ “ซื้อ (Overweight)” CK เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากบริษัทน่าจะมีกำไรแข็งแกร่งกว่าและสามารถส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มได้ดีกว่าคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเชิงลบได้แก่ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง, ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยบวกคือความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย, ราคาน้ำมันลดลง และการเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่





