วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามผ่อนคันเร่งดัน‘หุ้นไทย’ ดัชนีฯ พุ่งแรง 50 จุด รับข่าวดี ‘อิหร่านผ่อนคลาย-การเมือง’ ชัดเจน

สงครามผ่อนคันเร่งดัน‘หุ้นไทย’ ดัชนีฯ พุ่งแรง 50 จุด รับข่าวดี ‘อิหร่านผ่อนคลาย-การเมือง’ ชัดเจน

สงครามผ่อนคันเร่งดัน‘หุ้นไทย’ ดัชนีฯ พุ่งแรง 50 จุด รับข่าวดี ‘อิหร่านผ่อนคลาย-การเมือง’ ชัดเจน โบรกเตือน ‘รีบาวนด์แรงเร็วไป’ จับตาสัญญาณเสี่ยงการเจรจา ‘สหรัฐ-อิหร่าน’

“สงครามอิหร่าน” ผ่อนคลาย 5 วัน ดัน “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้พุ่ง 50 จุด “บล.เอเชียพลัส” เตือนระวัง “ดัชนีรีบาวนด์ร้อนแรงเร็วเกินไป” หลังรับข่าวดีชั่วคราว จากสงครามผ่อนคลายในรอบ 5 วัน-จัดตั้งรัฐบาลใหม่ หนุนเชื่อมั่น “บล.บัวหลวง” ลุ้นสหรัฐเจรจาสงครามอิหร่านวันนี้กรอบดัชนี 1,400-1,500 จุด “บล.กสิกรไทย” มองสัญญาณสงครามคลี่คลาย-น้ำมันลง 

สงครามผ่อนคันเร่งดัน‘หุ้นไทย’ ดัชนีฯ พุ่งแรง 50 จุด รับข่าวดี ‘อิหร่านผ่อนคลาย-การเมือง’ ชัดเจน

ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (25 มี.ค.69) ปิดตลาดพุ่งร้อนแรง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 47.52 จุด หรือ 3.37% มาอยู่ที่ระดับ 1,457.91 จุด โดยระหว่างวันปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 50.80 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) หนาแน่นรวม 73,737.09 ล้านบาท ซึ่งเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลาย การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีแรงช้อนซื้อกลับในหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ที่เคยได้รับผลกระทบจากปัจจัยสงครามก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า วานนี้ (25 มี.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรง มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านจิตวิทยาหลังมีรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามที่อาจเห็นการชะลอตัวหรือผ่อนคลายลงในช่วง 5 วันข้างหน้า และยังมีปัจจัยบวกเสริมจากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองไทย โดยคาดหวังจะเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานได้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์

อย่างไรก็ตาม มองดีดตัวขึ้นของดัชนีในรอบนี้แรงเกินไป และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่สูง ทั้งแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและดุลการค้าที่ติดลบหนัก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ดังนั้น ขอเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังแรงเทขายทำกำไร ที่อาจเกิดขึ้นก่อนจะครบกำหนดระยะเวลาผ่อนคลายสถานการณ์สงครามในช่วงวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (28 มี.ค. )

สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจต้องจับตา แม้ตลาดหุ้นจะส่งสัญญาณบวกระยะสั้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาด กระทบเงินเฟ้อและลดทอนกำลังซื้อภาคประชาชน รวมถึงการขาดดุลการค้า ช่วง 2 เดือนแรกของปี ขาดดุลไปแล้วกว่า 6,800 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มจะขาดดุลเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งปัจจัยนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีไทยในระยะถัดไป

นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปิดตัวในแดนบวกอย่างแข็งแกร่งตามทิศทางตลาดโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหนุนจากความหวังการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังจากทางสหรัฐได้ยื่นข้อตกลงและส่งสัญญาณบวกถึงโอกาสในการเข้าสู่เฟสการเจรจา คาดจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ (26 มี.ค.) แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการสั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่ตะวันออกกลางซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดก็ตาม

นอกจากสถานการณ์ความตึงเครียดระดับโลกที่เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ทางด้านวิกฤตพลังงานและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบพลาสติกในประเทศยังส่งสัญญาณดีขึ้น หลังจากเรือขนส่งสินค้าของกลุ่ม SCG สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้สำเร็จ ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับแรงหนุนคาดการณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐให้เดินหน้าต่อไปได้

สำหรับทิศทางการลงทุนในขณะนี้ จะเห็นได้ว่า ตลาดได้หันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า และสื่อสารชั้นนำได้รับความสนใจอย่างมาก

ขณะเดียวกันเริ่มเห็นแรงซื้อคืนในกลุ่มหุ้นที่ราคาลดลงมาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานจากความกังวลเรื่องสงครามก่อนหน้านี้ ด้านกลยุทธ์การลงทุนประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,400-1,500 จุด ในช่วงรอความคืบหน้าการเจรจาสงครามในตะวันออกกลาง และการจัดตั้ง ครม. ใหม่ แนะลงทุนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA และกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่าง WHAUP และ GUNKUL ที่โดดเด่นในด้านงานระบบสายส่งไฟฟ้า

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นร้อนแรง เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชีย โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากพัฒนาการเชิงบวกของสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงช่วยลดแรงกดดันต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในภูมิภาคเอเชีย

“การปรับขึ้นของดัชนีมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การฟื้นตัวหลังตลาดเอเชียปรับตัวลงแรงก่อนหน้า เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ความคืบหน้าเชิงบวกของสถานการณ์สงครามที่กดดันราคาน้ำมันให้ลดลงราว 10-15% และแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยผลักดันดัชนีมากกว่าครึ่งของการปรับขึ้นทั้งหมด”

ขณะที่ข้อมูลการส่งออกล่าสุด แม้ภาพรวมเติบโตต่ำกว่าคาดที่ราว 10% แต่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวโดดเด่นถึง 56% สวนทางสินค้าบางกลุ่มที่ชะลอตัว เช่น ข้าวและยางพารา นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง ทั้งราคาทองแดงที่ปรับลง และสถานการณ์ก๊าซฮีเลียมที่เริ่มคลี่คลาย