“ตลาดเงินทั่วโลก” ปั่นป่วนหนัก ปมเอฟเฟกซ์ “สงครามอิหร่าน” ปะทุแรงยืดเยื้อมากขึ้น ฉุดเกิดแรงเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก “ทองคำไทย” ราคาดิ่ง บาท “ดัชนีหุ้นไทย” ร่วง 35 จุด “กสิกรไทย” เงินบาทอ่อนค่าแรงทะลุ 33 บาท เงินไหลออก “บอนด์” แล้ว 4 หมื่นล้าน นับจากสงครามรุนแรงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบางตลาดการเงินเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนรุนแรงขึ้น
“ทองไทย” ดิ่งหนัก เผชิญความผันผวนสูง
ความเคลื่อนไหว “ราคาทองไทย” วานนี้ (23 มี.ค.69) ปรับตัวผันผวน 106 ครั้ง ลดลงมากสุด 3,950 บาท ณ เวลา 17.16 น. ราคาทองแท่ง อยู่ที่ 66,900 บาท ทองรูปพรรณ 67,700 บาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงและมีลักษณะผิดปกติเทียบกับพฤติกรรมตลาดในอดีต โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตึงเครียด หรือสงคราม ซึ่งตามปกติราคาทองคำควรปรับตัวสูงขึ้น แต่ครั้งนี้กลับปรับลดลงหนัก
สำหรับ ปัจจัยกดดันหลักยอมรับยากต่อการอธิบายอย่างมีเหตุผล แต่พบสัญญาณสำคัญจากการแข็งค่าเงินดอลลาร์ ล่าสุดทะลุระดับ 33 บาท ส่งผลกดดันราคาทองคำโดยตรง หากเทียบกับต้นปี 2569 ราคาทองคำยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แต่ถือว่าปรับลดลงมีนัยสำคัญเทียบกับช่วงก่อนหน้าในเดือนม.ค.2569
อีกประเด็นที่ถูกจับตาพฤติกรรมของกองทุนทองคำรายใหญ่ โดยเฉพาะ SPDR Gold Trust ซึ่งมีความเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา โดยในช่วงม.ค.-ก.พ. 2569 กองทุนเข้าซื้อทองคำรวมกว่า 29 ตัน แต่กลับเทขายออกมากกว่า 40 ตันในเดือนมี.ค. 2569 ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนเดิม สร้างข้อสังเกตว่าอาจเป็นการกดราคาตลาดเพื่อให้รายย่อยขายตาม ก่อนกลับเข้าซื้อในระดับราคาที่ต่ำลง
“ภาพรวมตลาดทองคำในขณะนี้อยู่ในภาวะที่มีความผิดปกติสูงจากแรงกดดันของค่าเงินและการเคลื่อนไหวของกองทุนขนาดใหญ่ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการตัดสินใจลงทุน”
พิษเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยขาขึ้น จ่อทุบทองร่วงหนัก
นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมากหากมีความยืดเยื้อจะผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดอาจทำให้ธนาคารกลางกลับมาดำเนินนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
“แม้ทองคำจะถูกมองว่า เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อพุ่งและดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวลงหรือเข้าสู่ช่วงพักฐานได้ สะท้อนพฤติกรรมตลาดที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามทฤษฎีแบบเดิม”
ด้านพฤติกรรมนักลงทุนพบมีการเก็งกำไรระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านกองทุน ETF ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ทองคำแกว่งตัวแรงขึ้นทั้งขาขึ้นและขาลง ขณะเดียวกัน SPDR Gold Trust เริ่มมีทิศทางขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีการเข้าซื้อเพิ่มเติม และล่าสุดยังขายออกอีกราว 5 ตัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
“อีสท์สปริง” ชี้ปรับฐานหนักสุดในรอบ 3 ปี
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ราคาทองคำตลาดโลก (Spot Gold) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 4,365 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ร่วงลงแล้วประมาณ 400 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับฐานราว 17.6% จากจุดสูงสุดต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำมาจาก 3 ด้าน ได้แก่ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ 2 ปี ที่ปรับขึ้นสู่ระดับ 3.93% ส่งผลให้ Real Yield เพิ่มขึ้นและไม่เอื้อต่อทองคำ รวมถึงการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และความกังวลธนาคารกลางสหรัฐอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอและ อิหร่าน ที่ยกระดับขึ้น แม้โดยปกติจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่ครั้งนี้กลับถูกแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ที่แข็งค่ากลบ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงแทน
สำหรับคำแนะนำการลงทุน นักลงทุนยังไม่ควรรีบเข้าซื้อ แม้ราคาจะปรับลงมาใกล้ระดับต้นปี พร้อมแนะนำให้ถือทองคำในพอร์ตเพียง 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยง
สงครามอิหร่านยืดเยื้อ ฉุด “หุ้นไทย” หลุด 1,300 จุด
ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (23 มี.ค.) ดิ่งแรง 35.65 จุด มาอยู่ที่ 1,397.34 จุด หรือลดลง 2.49% ระหว่างวันทำจุดสูงสุด 1,409.81 จุด และต่ำสุด 1,396.11 จุด มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 61,487.87 ล้านบาท
นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ UOBAM เปิดเผยว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากขึ้น มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวหลุดระดับ 1,300 จุด ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด แต่เรายังมีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,550 จุดได้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงในระยะเวลาอันใกล้ โดยมองแนวรับสำคัญที่ 1,350 จุด ซึ่งถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มสะสมหุ้นเพิ่ม
ทั้งนี้ ในด้านความเชื่อมั่นยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทย เนื่องจากตลาดเริ่มมีปฏิกิริยาต่อข่าวร้ายน้อยลง เทียบกับช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์ สะท้อนตลาดค่อย ๆ ปรับตัวและรับรู้ข่าวไปมากแล้ว และความแข็งแกร่งของรัฐบาลใหม่ที่มีเสียงสนับสนุนสูง (เกือบ 300 เสียง) และท่าทีของฝ่ายค้านบางกลุ่มที่งดออกเสียงในการโหวตนายกฯ สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่อาจทำให้หุ้นไทยเทรดในระดับ P/E ที่สูงขึ้นได้ในอนาคต รวมถึงหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ เนื่องจาก Valuation ปัจจุบันไม่แพง โดยมี P/E อยู่ที่ประมาณ 12-13 เท่า (เมื่อไม่รวมหุ้น DELTA) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกมาก
“ทั้งนี้ยังมีความหวังว่าปัจจัยกดดันจากต่างประเทศจะเริ่มคลี่คลายลงในระยะเวลาอันใกล้เพื่อรองรับการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ในที่สุดทางกองทุนเชื่อว่า กระแสเงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลกลับเข้ามา ได้อีกมากหากสถานการณ์ทั่วโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น”
“เงินบาทอ่อนค่า” ในรอบ 10 เดือน สู่ระดับ 33.06 บาท
ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทล่าสุดปรับตัวอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก โดยในช่วงเช้าวันนี้เงินบาทร่วงลงไปแตะระดับ 33.03 บาทต่อดอลลาร์ และทำสถิติอ่อนค่าสุดของวันที่ 33.06บาทต่อดอลลาร์ซึ่งเป็นการอ่อนค่าสุดรอบ 10 เดือนนับตั้งแต่พ.ค.ปี 2568 โดยเงินบาทถือว่าอ่อนค่าตามค่าเงินบาทในภูมิภาค
โดยหลัก ๆ มาจาก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างได้เข้าไปแตะจุดที่เป็นความกังวลหลัก คือแหล่งพลังงาน ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่กลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก อีกทั้ง แรงกดดันสงครามทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยทั้งปีนี้ และอาจมีการปรับขึ้นด้วย จึงเป็นแรงสนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง และทำให้เกิดแรงกดดันย้อนกลับมาที่ค่าเงิน และสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ร่วงลงในช่วงวานนี้ (23 มี.ค.)
หากมองระยะข้างหน้า ผลกระทบสงครามเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่องได้อีก จากความไม่แน่นอนในต่างประเทศยังหาทางลงลำบาก ยิ่งสถานการณ์ลากยาวความสามารถในการรับมือเศรษฐกิจยิ่งลดน้อยลง ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทและสกุลเงินในเอเชียอ่อนค่าลงต่อ โดยประเมินกรอบระยะสั้นในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ที่เป็นแนวต้านสำคัญ และให้แนวรับด้านล่างไว้ที่ 32.30บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรองรับกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายและอาจเกิดการปรับฐานที่รุนแรง
อย่างไรก็ตามพบว่า แม้เงินบาทจะอยู่ในทิศอ่อนค่า แต่ผันผวนสูงทำให้เห็นการเข้าไปดูแลเงินบาทต่อเนื่องของธปท. เพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเกิดไป ผ่านการขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท ส่งผลให้ทุนสำรองของไทย ณ วันที่13 มี.ค. ลดลงถึง 4,300 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว ส่งผลให้ปัจจุบันระดับทุนสำรองสุทธิ ลดลงมาอยู่ที่3.06 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 10 สัปดาห์ โดยทุนสำรองที่ลดลงนอกจากดูแลเงินบาทของธปท. แล้ว อีกส่วนมองมาจากการปรับลดลงของมูลค่าทองในทุนสำรองด้วย
เงินไหลออกจาก “ตลาดบอนด์”
นอกจากนี้ ในส่วนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดพันธบัตร (Bond) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งเช้า (23มี.ค.) นักลงทุนมีการขายสุทธิไปแล้วประมาณ 1,700 ล้านบาท และหากย้อนดูตั้งแต่นับตั้งแต่เกิดสงครามรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 2-20 มี.ค. พบว่ามีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรแล้ว 42,984 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้น 36,722 ล้านบาท





