วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2569

Login
Login

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’

ในจังหวะที่โลกการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ยังกดดันราคาพลังงานยืนในระดับสูง นักลงทุนอาจไม่สามารถใช้ “สมมติฐานเดิม” วางแผนลงทุนได้อีกต่อไป เมื่อความเสี่ยงไม่ได้มาแค่ด้านเดียว แต่กระจายทั้งต้นทุน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ “พอร์ตที่ถืออยู่ยังเหมาะกับสถานการณ์นี้หรือไม่” นี่เป็นช่วงเวลานักลงทุนต้องเริ่ม “ปรับพอร์ต” รับมือกับโลกที่พลังงานแพง

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนสายเน้นคุณค่า (วีไอ) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปี 2569 เปิดฉาก “ร้อนแรง” ดัชนีพุ่งขึ้นราว 20% ภายในเวลาเพียง 2 เดือน แรงหนุนสำคัญกระแส “เงินทุนต่างชาติ” ไหลกลับ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์ไทยหลังซบเซามานาน

 

อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดังกล่าวเริ่มชะลอลงในเดือนที่ 3 เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน เข้ามากดดันบรรยากาศลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีปรับฐานลงราวครึ่งหนึ่งของช่วงที่ปรับขึ้น ก่อนจะเหลือบวกประมาณ 10% จากต้นปี

แม้แรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกจะชัดเจน แต่ทว่ามองเป็นเพียง “แรงกระเพื่อมระยะสั้น” และไม่น่าจะยืดเยื้อ โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกกลับมา จากการที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ทำให้ระดับราคาหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างลึก ปีนี้จึงถูกมองเป็นช่วงฟื้นตัวเชิงเทคนิคมากกว่าเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวจึงกลับมาอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ พร้อมเงินปันผลที่จูงใจ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แม้กำไรบริษัทจะไม่ได้เติบโตสูงมากนัก

ส่วนด้านปัจจัยพื้นฐาน สถานการณ์ในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเมือง ตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น สะท้อนการกลับมาของนักลงทุนระยะยาว ส่งออกไทยยังคงมีศักยภาพแข่งขัน โดยได้รับอานิสงส์การย้ายฐานผลิตออกจากจีน

ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของตลาด กลยุทธ์การลงทุนส่วนตัวยังคงเรียบง่าย คือ “ถือ” มากกว่า “ปรับ” โดยยังคงพอร์ตเดิมไว้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและช่วงปรับฐาน และปัจจุบันพอร์ตมีสัดส่วนเงินสดค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเงินปันผลที่ทยอยเข้ามา และยืนยันว่า ยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีสัดส่วนอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว สำหรับแผนระยะยาว มีความตั้งใจจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการในช่วงนี้

“มองหุ้นไทยปีนี้ “ยังไปต่อได้” โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากระดับราคาที่ไม่แพงและเงินปันผลน่าสนใจ แม้จะมีแรงกดดันจากสถานการณ์โลกเข้ามาเป็นระยะ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อยังเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และไม่เปลี่ยนแนวโน้มหลักระยะยาว”

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล. กสิกรไทย มองว่า ประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินโลกจับตาในขณะนี้คือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นทางหลักการขนส่งน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่เพียงราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับระดับปกติที่ 22-25 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยที่ยังไม่หมดไป

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อเรือขนส่งจากอินเดียและจีนทยอยกลับมาใช้งานเส้นทางดังกล่าวมากขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ในมุมตลาดทุนประเด็นการโจมตีเริ่มถูกลดน้ำหนักลง และหันไปโฟกัสสู่คำถามสำคัญว่า ภาวะความผันผวนราคาน้ำมันจะสิ้นสุดเมื่อใด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ทั้งนี้ ประเมินหุ้นไทยไว้ 2 ฉากทัศน์ กรณีจบเร็วภายใน 1 เดือน กระทบจำกัด GDP ไทยลดลงไม่ถึง 0.3% EPS ตลาดลดลงเล็กน้อย ดัชนีฯ มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,480 จุด และกรณียืดเยื้อราว 3 เดือน ผลกระทบเริ่มชัด GDP มี Downside เพิ่มขึ้นราว 0.6% EPS ลดลงเหลือประมาณ 90 จุด ดัชนีหุ้นไทยมีอัปไซด์จำกัดบริเวณ 1,385 จุด สะท้อน “ระยะเวลา” ความขัดแย้ง คือปัจจัยชี้ขาดทิศทางตลาด

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ปัจจัยสำคัญที่ตลาดอาจประเมินต่ำไปคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งมีแนวโน้มยืนสูงนานกว่าที่หลายฝ่ายคาด ซึ่งมองว่า ในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า หรืออาจยาวตลอดทั้งปี เพราะราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวอยู่แถวระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยแรงกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และ จีน ที่ยังไร้ข้อสรุปชัดเจน ส่งผลให้ตลาดพลังงานยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว นั่นทำให้โลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคพลังงานแพงระยะกลาง” ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกชั่วคราวเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้ภาวะน้ำมันแพง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคกลายเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน กำลังซื้ออ่อนแรง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็นชะลอลง โดยเฉพาะต้นทุน “บรรจุภัณฑ์” ที่บางสินค้าอาจมีสัดส่วนสูงถึง 20-30% ขณะที่ ต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้เกิดความท้าทายสำคัญกับผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่สามารถขึ้นราคาได้ในภาวะกำลังซื้อเปราะบาง โดยภาพนี้เริ่มเห็นชัดในตลาดเครื่องดื่ม โดยหลายแบรนด์เลือกตรึงราคาหรือทำโปรโมชั่นเพื่อรักษายอดขาย ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงถูกกระทบครบทุกด้าน