วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’ “ดร.นิเวศน์” ชี้หุ้นไทยปีนี้ “ยังไปต่อได้” จากระดับราคาที่ไม่แพง และเงินปันผลน่าสนใจ

KEY POINTS

  • นักลงทุนต้องเริ่ม “ปรับพอร์ต” เพื่อรับมือกับโลกที่พลังงานแพง เนื่องจากความเสี่ยงกระจายตัวทั้งด้านต้นทุน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ
  • ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ใช้กลยุทธ์ “ถือ” มากกว่า “ปรับ” ท่ามกลางความผันผวน โดยปัจจุบันพอร์ตมีสัดส่วนเงินสดค่อนข้างสูง
  • นายทิวา ชินธาดาพงศ์ เตือนว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ “ยุคพลังงานแพงระยะกลาง” และแนะให้นักลงทุนทบทวนพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคที่ได้รับผลกระทบรอบด้าน
  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวน โดยระยะเวลาของความขัดแย้งจะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางตลาดหุ้นไทย

ในจังหวะที่โลกการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ยังกดดันราคาพลังงานยืนในระดับสูง นักลงทุนอาจไม่สามารถใช้ “สมมติฐานเดิม” วางแผนลงทุนได้อีกต่อไป เมื่อความเสี่ยงไม่ได้มาแค่ด้านเดียว แต่กระจายทั้งต้นทุน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ “พอร์ตที่ถืออยู่ยังเหมาะกับสถานการณ์นี้หรือไม่” นี่เป็นช่วงเวลานักลงทุนต้องเริ่ม “ปรับพอร์ต” รับมือกับโลกที่พลังงานแพง

‘กูรู’ปรับพอร์ตสู้ตลาดผันผวน แนะถือ ‘เงินสด’ เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ราคาพลังงานแพง’

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนสายเน้นคุณค่า (วีไอ) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปี 2569 เปิดฉาก “ร้อนแรง” ดัชนีพุ่งขึ้นราว 20% ภายในเวลาเพียง 2 เดือน แรงหนุนสำคัญกระแส “เงินทุนต่างชาติ” ไหลกลับ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์ไทยหลังซบเซามานาน

 

อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดังกล่าวเริ่มชะลอลงในเดือนที่ 3 เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นอิหร่าน เข้ามากดดันบรรยากาศลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีปรับฐานลงราวครึ่งหนึ่งของช่วงที่ปรับขึ้น ก่อนจะเหลือบวกประมาณ 10% จากต้นปี

แม้แรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกจะชัดเจน แต่ทว่ามองเป็นเพียง “แรงกระเพื่อมระยะสั้น” และไม่น่าจะยืดเยื้อ โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกกลับมา จากการที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ทำให้ระดับราคาหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างลึก ปีนี้จึงถูกมองเป็นช่วงฟื้นตัวเชิงเทคนิคมากกว่าเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวจึงกลับมาอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ พร้อมเงินปันผลที่จูงใจ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แม้กำไรบริษัทจะไม่ได้เติบโตสูงมากนัก

ส่วนด้านปัจจัยพื้นฐาน สถานการณ์ในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเมือง ตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น สะท้อนการกลับมาของนักลงทุนระยะยาว ส่งออกไทยยังคงมีศักยภาพแข่งขัน โดยได้รับอานิสงส์การย้ายฐานผลิตออกจากจีน

ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของตลาด กลยุทธ์การลงทุนส่วนตัวยังคงเรียบง่าย คือ “ถือ” มากกว่า “ปรับ” โดยยังคงพอร์ตเดิมไว้ทั้งในช่วงตลาดขาขึ้น และช่วงปรับฐาน และปัจจุบันพอร์ตมีสัดส่วนเงินสดค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเงินปันผลที่ทยอยเข้ามา และยืนยันว่า ยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีสัดส่วนอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว สำหรับแผนระยะยาว มีความตั้งใจจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการในช่วงนี้

“มองหุ้นไทยปีนี้ “ยังไปต่อได้” โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากระดับราคาที่ไม่แพง และเงินปันผลน่าสนใจ แม้จะมีแรงกดดันจากสถานการณ์โลกเข้ามาเป็นระยะ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อยังเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และไม่เปลี่ยนแนวโน้มหลักระยะยาว”

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล. กสิกรไทย มองว่า ประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินโลกจับตาในขณะนี้คือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นทางหลักการขนส่งน้ำมันโลก ซึ่งปัจจุบันปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่เพียงราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับระดับปกติที่ 22-25 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยที่ยังไม่หมดไป

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อเรือขนส่งจากอินเดีย และจีนทยอยกลับมาใช้งานเส้นทางดังกล่าวมากขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้ ในมุมตลาดทุนประเด็นการโจมตีเริ่มถูกลดน้ำหนักลง และหันไปโฟกัสสู่คำถามสำคัญว่า ภาวะความผันผวนราคาน้ำมันจะสิ้นสุดเมื่อใด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ทั้งนี้ ประเมินหุ้นไทยไว้ 2 ฉากทัศน์ กรณีจบเร็วภายใน 1 เดือน กระทบจำกัด GDP ไทยลดลงไม่ถึง 0.3% EPS ตลาดลดลงเล็กน้อย ดัชนี มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,480 จุด และกรณียืดเยื้อราว 3 เดือน ผลกระทบเริ่มชัด GDP มี Downside เพิ่มขึ้นราว 0.6% EPS ลดลงเหลือประมาณ 90 จุด ดัชนีหุ้นไทยมีอัปไซด์จำกัดบริเวณ 1,385 จุด สะท้อน “ระยะเวลา” ความขัดแย้ง คือ ปัจจัยชี้ขาดทิศทางตลาด

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ปัจจัยสำคัญที่ตลาดอาจประเมินต่ำไปคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งมีแนวโน้มยืนสูงนานกว่าที่หลายฝ่ายคาด ซึ่งมองว่า ในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า หรืออาจยาวตลอดทั้งปี เพราะราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวอยู่แถวระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยแรงกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และ จีน ที่ยังไร้ข้อสรุปชัดเจน ส่งผลให้ตลาดพลังงานยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว นั่นทำให้โลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคพลังงานแพงระยะกลาง” ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกชั่วคราวเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้ภาวะน้ำมันแพง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคกลายเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน กำลังซื้ออ่อนแรง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็นชะลอลง โดยเฉพาะต้นทุน “บรรจุภัณฑ์” ที่บางสินค้าอาจมีสัดส่วนสูงถึง 20-30% ขณะที่ ต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้เกิดความท้าทายสำคัญกับผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่สามารถขึ้นราคาได้ในภาวะกำลังซื้อเปราะบาง โดยภาพนี้เริ่มเห็นชัดในตลาดเครื่องดื่ม โดยหลายแบรนด์เลือกตรึงราคาหรือทำโปรโมชันเพื่อรักษายอดขาย ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงถูกกระทบครบทุกด้าน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์