วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต.เล็งคลอดแพ็กเกจ สกัดบัญชีม้า-แหล่งฟอกเงิน ดีเดย์เม.ย.นี้

ก.ล.ต.เล็งคลอดแพ็กเกจ  สกัดบัญชีม้า-แหล่งฟอกเงิน ดีเดย์เม.ย.นี้

ตลาดทุน” ถือเป็นหนึ่งช่องทางที่ “อาชญากรรมไซเบอร์” ใช้เป็นแหล่งฟอกเงินและหลอกลงทุน สอดรับกับปัจจุบันที่มีการใช้ช่องทางผ่าน “ธุรกรรมออนไลน์” ในระดับสูงขึ้นมาก ดังนั้น หนึ่งในผู้กำกับดูแลตลาดทุนไทย อย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

จึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และบัญชีม้า ที่เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่ง "ฟอกเงิน" ที่ปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น

ล่าสุด เตรียมประกาศ “แพ็กเกจ” มาตรการเข้มข้นภายในต้นเดือน เม.ย.นี้

ก.ล.ต.เล็งคลอดแพ็กเกจ  สกัดบัญชีม้า-แหล่งฟอกเงิน ดีเดย์เม.ย.นี้

ด้วยการใช้บัญชีม้า (Mule Accounts) มีหลายระดับ ทั้ง “ม้าเทา” และ “ม้าดำ” โดยอาศัยความเร็วของธุรกรรมออนไลน์ เป็นช่องทางหลักในการยักย้ายถ่ายเทเงิน  

หลังจากช่วงปลายปี 2568 ธนาคารเริ่มปิดช่องโหว่สกัดได้ แต่มิจฉาชีพจะมองหา “รูรั่ว” ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ แทน เช่น การกดเงินสดผ่านตู้ ATM และเริ่มไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) สะท้อนผ่านมิจฉาชีพเลือกใช้ช่องทางที่ลูกค้าได้รับความสะดวกที่สุด เช่น การโอนเงินและถอนเงินได้ทันที (T+0) ในวันเดียว ซึ่งปกติการโอนเงินเพื่อซื้อหุ้นไม่ควรจะถอนออกทันทีแบบนั้นต่อกรณีที่พบพฤติกรรมผิดปกติในฝั่งขาออก (การถอนเงินทันที) ของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพใช้เป็นเส้นทางบัญชีม้า

พรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่กำลังรวบรวมข้อมูลและเร่งดำเนินการโดยมองเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่สามารถดำเนินการคนเดียวได้ต้องอาศัยความร่วมือหลายฝ่าย เพื่อ “ยกระดับทั้งอุตสาหกรรม” ไม่ใช่แค่รายบริษัท เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ธุรกรรมออนไลน์สูงขึ้นมาก 

ดังนั้น มาตรการต้องเริ่มตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร รวมถึงมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะ “4 หน่วยงาน” ทั้ง สำนักงาน ก.ล.ต., ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงาน ปปง. และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) เพื่อออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนถือเป็น “วาระแห่งชาติ”

สำหรับ “แพ็กเกจ” มาตรการกำกับดูแลปัญหาบัญชีม้า ของ ก.ล.ต. คาดแนวปฏิบัติจะออกมาชัดเจนช่วงต้นเดือนเม.ย. นี้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก ยกระดับการป้องกันทั้งอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กลายเป็นช่องทาง “ฟอกเงิน” หรือ “ถ่ายโอนเงิน” ของมิจฉาชีพ

โดย ก.ล.ต. มองว่า โลกปัจจุบันต้องมีการยกระดับมาตรการ KYC ให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม จึงได้ชวน ตำรวจ และ สำนักงาน ปปง. มาหารือร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ต้องตรวจสอบจุดไหนเพิ่มเติมบ้าง อย่างเช่น เน้นการพิสูจน์ตัวตนที่เข้มขึ้น การหน่วงธุรกรรมที่น่าสงสัย และการแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อสกัดกั้นวงจรบัญชีม้า

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ขอยืนยันว่า มาตรฐานระบบงานของบริษัทหลักทรัพย์ในไทย มีความเข้มแข็งและเป็นสากลเกณฑ์ที่ปัจจุบันกำหนดให้ “ทุกอย่างต้องผ่านธนาคาร” โดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้มีการโอนเงินข้ามชื่อบัญชี ซึ่งกำหนดให้ “การโอนเงินเข้า” และ “ออกต้องผ่านธนาคาร” อีกทั้งต้องมีชื่อลูกค้าตรงกับบัญชีต้นทางและปลายทางเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินข้ามชื่อซึ่งเป็นลักษณะของบัญชีม้า

แต่ ก.ล.ต. มองว่า ปัญหาคือ ถ้า “บัญชีม้า” หลุดมาจากระบบธนาคารได้ เงินก็จะไหลเข้าสู่บริษัทหลักทรัพย์ได้ เช่นกัน ดังนั้น ก.ล.ต. ต้องทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อตามให้ทันความเร็วของมิจฉาชีพในยุคออนไลน์

ก.ล.ต. จึงเน้นย้ำบริษัทหลักทรัพย์ ต้องยกระดับการตรวจสอบ KYC/CDD (Know Your Customer : การรู้จักตัวตนลูกค้า) เข้มข้นกว่าเดิม และมองถึงการเน้นความเข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดบัญชีธนาคาร และการเปิดบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบข้อมูลร่วมกันเพื่อปิดรูรั่วที่มิจฉาชีพอาจใช้แอบอ้าง

“เกณฑ์กำกับดูแลบริษัทหลักทรัพย์ แข็งแกร่งอยู่แล้ว มีแผนออกตรวจทั้ง 40 กว่ารายเป็นปกติอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องระบบงานทั่วไปและประเด็นเฉพาะ เช่น KYC เพื่อให้มั่นใจว่า ระบบยังทำงานได้มีการพัฒนา มุ่งเน้นการยกระดับทั้งอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่กำลังทำเพิ่มคือการอุดช่องว่างจากการใช้เทคโนโลยีของมิจฉาชีพและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ดังนั้น หนึ่งแนวทางที่สำคัญ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (Compliance ) ของบริษัทหลักทรัพย์ มาพูดคุยเพื่อขอความเห็นว่ามาตรการใดทำแล้วคุ้มค่า หรือมาตรการใดมีต้นทุนสูงเกินไป เพื่อให้ทางปฏิบัติทำได้จริงร่วมกัน อย่างเช่น การนำระบบการหน่วงเงิน (Holding Period) คล้ายกับที่ธนาคารใช้มาใช้กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อชะลอการถอนเงินออกทันทีในกรณีที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย

“เรามองว่า ระบบการหน่วงเงิน มีผลกระทบต่อความสะดวกของลูกค้าที่ต้องการซื้อขายหุ้นทันทีดังนั้นมาตรการนี้จำเป็นต้องประกาศใช้ร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ลูกค้าหนีไปใช้บริการที่บริษัทอื่นที่สะดวกกว่าแต่ปลอดภัยน้อยกว่า รวมถึงการบังคับใช้มาตรการต่างๆคงต้องสื่อสารเพื่อให้ประชาชนและผู้ลงทุนเข้าใจถึงความจำเป็นที่อาจได้รับความไม่สะดวกบ้างในบางขั้นตอน”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังมีกรณีมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีบริษัทหลักทรัพย์โดยตรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยมิจฉาชีพมักให้เหยื่อ เช็กชื่อบริษัทจาก “SEC Check First” เพื่อยืนยันว่าบริษัทมีตัวตนจริงแล้วหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีบริษัทก่อนจะเปลี่ยนเลขบัญชีในภายหลัง ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลายเป็นภาระของบริษัทหลักทรัพย์เพราะเป็นเงินที่เอาไปใช้ไม่ได้และต้องระวังว่าการโอนเงินกลับอาจทำให้บริษัทกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรบัญชีม้าเสียเอง

ดังนั้น มุ่งเดินหน้ากลยุทธ์ “Connecting the Dots” โดย ก.ล.ต.ร่วมมือกับแบงก์ชาติ และตำรวจ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกัน (Data Analytics) มุ่งเน้นการตรวจจับความผิดปกติที่เชื่อมโยง โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทองคำ, สกุลเงินดิจิทัล (USDT) และบัญชีม้า แม้อาจมีความล่าช้า จากความท้าทายเรื่อง PDPA และปริมาณข้อมูลมหาศาล แต่เริ่มเห็นผลในการระบุธุรกรรมที่น่าสงสัยแล้ว

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับ สำนักงาน ปปง. เพื่อให้การรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Report) มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ยกระดับความเชื่อมั่นโดยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ตรวจสอบ “โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่” ของผู้ประกอบธุรกิจ แบบเจาะลึกไปถึง 10% ทุกทอดจนสุดสาย เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้บริหารและเจ้าของที่ “คลีน” ที่สุด และไม่มีประวัติพัวพันกับการฟอกเงินหรือความผิดทางกฎหมายหลักทรัพย์

สุดท้าย “พรอนงค์” ย้ำว่า หลายเรื่องเป็นปัญหาใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในแผนงาน 3 ปีเดิม แต่ด้วยความเร่งด่วนของสถานการณ์ ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนในระยะยาว

ก.ล.ต. ยอมรับว่า “คนจะโกงนั้นห้ามไม่ได้” แต่การประกาศ แพ็กเกตมาตการของ ก.ล.ต. รอบนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการ “ปิดประตูบ้าน” ของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ เพื่อลดโอกาส ไม่ให้ขโมยเข้าได้ง่ายอีกต่อไป