วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

'มอร์แกน สแตนลีย์' แนะขาย ‘หุ้นเอเชีย’ หวั่นวิกฤติพลังงานฉุดดัชนีร่วง 20%

'มอร์แกน สแตนลีย์' แนะขาย ‘หุ้นเอเชีย’   หวั่นวิกฤติพลังงานฉุดดัชนีร่วง 20%

Morgan Stanley เตือน! เอเชียเปราะบางสุด แนะนักลงทุนรีบ ‘ขายหุ้น’ ระหว่างรีบาวด์ หวั่นวิกฤติพลังงานทำดัชนีร่วงซ้ำอีก 20% หากราคาน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ดันวัตถุดิบต้นน้ำพุ่ง

บลูมเบิร์กรายงานว่า มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley)  แนะนำให้นักลงทุนในตลาด “ขาย” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางคำเตือนถึงภาวะตลาดหุ้นที่อาจดิ่งลงไปกว่าเดิมหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

โจนาธาน การ์เนอร์ นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่าราคาน้ำมันดิบ Brent กำลังพุ่งเข้าใกล้ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับเลวร้ายที่สุดที่ธนาคารเคยคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ การโจมตีโรงงาน LNG ในกาตาร์เมื่อคืนที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการส่งออกพลังงานมายังเอเชียให้แย่ลงไปอีก

เอเชียเสี่ยงสุด หุ้นอาจร่วงได้อีก 15%-20%

นักวิเคราะห์ระบุในบันทึงเน้นย้ำว่า "เอเชียเป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด" ต่อปัญหาการหยุดชะงักของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากสถานการณ์เข้าสู่จุดที่แย่ที่สุดจริงๆ คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นเอเชียอาจปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบันได้อีกถึง 15% ถึง 20%

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นักกลยุทธ์เตือนว่าเอเชียยังเปราะบางมากหากเกิดการหยุดชะงักของสินค้าที่เป็น "วัตถุดิบต้นน้ำ" ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม อย่าง แอมโมเนียและยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำปุ๋ย และฮีเลียมและกำมะถัน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสูง หากสิ่งเหล่านี้ขาดแคลน ต้นทุนการผลิตในเอเชียจะพุ่งสูงขึ้นทันที

 

อ้างอิง Bloomberg

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วันตั้งแต่เริ่มสัปดาห์จนถึงวันพุธ (18 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับบริษัทที่ประสบความสำเร็จในด้าน AI  

มุมมองเชิงลบต่อหุ้นเอเชียนั้น "สวนทาง" กับกระแสของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ที่มองว่าหุ้นสหรัฐมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่า เนื่องจากเป็น "ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ" คือ ผลิตและขายพลังงานได้มากกว่าที่ซื้อมาใช้เอง สะท้อนผ่านดัชนี S&P 500  ปรับตัวลดลงเพียง 3.7% ขณะที่ดัชนีหลักของเอเชียปรับตัวลดลงหนักถึง 7.6%  ซึ่งร่วงหนักกว่าสหรัฐประมาณ 2 เท่า