หุ้นไทยวันนี้ 19 มี.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 768 จุด (-1.6%) รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบผสานกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 3.8% จากการโจมตีต่อเนื่องในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงรุนแรงต่อเนื่องมีรายงานว่า อิสราเอลทำการโจมตีคลังเก็บแก๊สและน้ำมันของอิหร่าน ฝั่งอิหร่านก็ได้ระบุว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและแก๊สใน Qatar ซาอุดิอาระเบีย UAE กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRT วิ่งขึ้นต่อเนื่องทดสอบระดับ 109 ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรล (+5.2%)
โดยราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นต่อเนื่องจะกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก อย่างสหรัฐฯเมื่อคืนประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พบว่า ขยายตัว 3.4%YoY มากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 3%YoY พร้อมกับ Core PPI ขยายตัว 3.9%YoY มากกว่านักวิเคราะห์ประเมินที่ 3.7%YoY
และขณะเดียวกันยังมีได้การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่าที่ประชุมคงดอกเบี้ยระดับเดิมสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองไว้ โดย FED ประเมิน GDP ปีนี้ขยายตัว 2.4%YoY มากกว่าประชุมเดือน ธ.ค. ที่ 2.3%YoY แต่ประเมินเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.7%YoY ปรับขึ้นจากเดือน ธ.ค. ที่ 2.4%YoY พร้อมส่งสัญญาณว่าปลายปี 26 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.4% เทียบเท่ากับ Dot Plot เดิม หรือคิดเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งจากระดับปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตาม คล้ายกับว่านักลงทุนดูจะไม่เชื่อเท่าใดนักเพราะ CME FED Watch ประเมินว่า กว่าจะไปลดดอกเบี้ยอาจอยู่ในช่วงกลางปีหน้า ถ้อยแถลงของประธาน FED ระบุว่า Stagflation ยังเร็วไปที่จะระบุเช่นนั้น เพราะการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยและเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 1% พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างยากลำบากเพราะแรงงานมีสัญญาณอ่อนแอแต่ถึงอย่างนั้นเงินเฟ้อที่สูงก็เป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย เมื่อถามถึงราคาน้ำมัน Powell เชื่อว่าอาจมี Supply เพิ่มเข้ามาจากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ
ในกรณีที่ราคาน้ำมันอยู่ระดับสูง ภายหลังจากทราบข้อมูลทั้งหมดข้างต้นพบว่า US Bond Yield พุ่งทำจุดสูงสุดรอบ 7 เดือน เงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 32.8 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ จากจุดต่ำสุดอยู่ที่ 30.8 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ กดดันราคาทองคำปรับฐานลงมาทดสอบ 4800 จากก่อนหน้าในช่วง 5000 สภาวะดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายน้อยลงพร้อมกับความกังวลเงินเฟ้อจะยังเป็นปัจจัยกดดัน Upside ตลาดหุ้น
แต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยหนุนเล็กน้อยจากการเตรียมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ นักลงทุนจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายต่างๆ วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวในกรอบ 1410 – 1450 เช้านี้ Nikkei -2.7% Kospi -2.5% เผชิญแรงกดดันจากการตึงตัวของนโยบายการเงินพร้อมกับสงคราม
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเพิ่มการถือครองเงินสดมากขึ้นและเน้นเพียงหุ้น Defensive กรณีรับความเสี่ยงได้สูง อาทิ โรงพยาบาล (BDMS) สื่อสาร (ADVANC) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) ปัจจัยหนุนดอกเบี้ยผ่านจุดต่ำสุด
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้ :
BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
คาดการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 8% YoY โดย BDMS มีกำหนดการขยายโรงพยาบาลเพิ่ม 2 แห่ง Bangkok Hua Hin (52 เตียง) และ Bangkok Surat (60 เตียง) ขณะที่โรงพยาบาลใหม่ที่เปิดในปี 2025 (484 เตียง) คาดเริ่มรับรู้รายได้มากขึ้น
CPF (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 24.75 บาท)
มองว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาสงครามไม่มากนักเนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้บริโภค ขณะที่รายได้จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม โดยภาพรวมทั้งปี 26 ในแง่รายได้ CPF ยังมองเติบโตได้





