วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

ดาวโจนส์รูดกว่า 750 จุด ทำจุดปิดต่ำสุดใหม่ รับกังวลเงินเฟ้อ   

ดาวโจนส์รูดกว่า 750 จุด ทำจุดปิดต่ำสุดใหม่  รับกังวลเงินเฟ้อ   

ดาวโจนส์รูดกว่า 750 จุดเมื่อคืน ทำจุดปิดต่ำสุดใหม่ปี 2026 จากกังวลเงินเฟ้อสูง ขณะเฟดคงดอกเบี้ยรับเงินเฟ้อและเตือนถึงความไม่แน่นอนจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน   

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักในวันพุธ (18 มี.ค.69) หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชุดใหม่และถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่คงอยู่ระดับสูง  

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ร่วง 768.11 จุด หรือ 1.63% ปิดที่ 46,225.15 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ของปีและปิดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน โดยเมื่อนับตั้งแต่ต้นเดือน ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงแล้วมากกว่า 5% กำลังมุ่งหน้าไปสู่เดือนที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.36% ปิดที่ 6,624.70 จุด และดัชนีแนสแด็กคอมโพสิต Nasdaq Composite ร่วง 1.46% ปิดที่ 22,152.42 จุด  

เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.5%–3.75% โดยระบุในถ้อยแถลงหลังการประชุมว่า “ผลกระทบจากพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน”  

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “จากประมาณการ เรายังคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในการกดเงินเฟ้อลง แม้จะไม่มากอย่างที่หวัง แต่ก็ยังคืบหน้าอยู่บ้าง”  

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยังส่งสัญญาณว่าคาดจะลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้  

เงินเฟ้อขายส่งร้อนแรง  

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาขายส่ง เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ 0.3% ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่บริษัทสื่อดาวโจนส์ Dow Jones สำรวจไว้ รายงานชี้ว่าเงินเฟ้ออยู่ในจุดเปราะบางอยู่แล้วก่อนสงครามอิหร่านจะปะทุ เหตุการณ์ที่ยิ่งทำให้ความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะงักงันบวกเงินเฟ้อสูง “stagflation” ทวีขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง  

ทอดด์ โชนเบอร์เกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ CrossCheck Management กล่าวว่า “ตัวเลขที่ร้อนแรงกว่าคาดครั้งนี้เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าโดยตรง” โดยชี้ว่าโลหะ วัตถุดิบอุตสาหกรรม และต้นทุนการผลิตต่างมีราคาเพิ่มขึ้น “นี่คือเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ชั่วคราว และน่าจะส่งผลต่อนโยบายการเงินลึกเข้าไปถึงไตรมาส 3”  

“เมื่อบวกกับราคาพลังงานที่ร้อนแรงขึ้นตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น ซึ่งยังไม่สะท้อนในรายงานเหล่านี้ วอลล์สตรีทจึงกำลังเตรียมรับมือกับการขึ้นราคาที่รวดเร็ว ซึ่งจะส่งผ่านมาถึงระดับผู้บริโภคอย่างชัดเจน” โชนเบอร์เกอร์กล่าวเสริม  

น้ำมันดิบเบรนท์ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสากล ปรับขึ้น 3.83% ปิดที่ 107.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านน้ำมันดิบสหรัฐฯ WTI ก็ยังซื้อขายในระดับสูงเช่นกัน โดยสัญญาฟิวเจอร์ปิดบวกเล็กน้อยที่ 96.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  

แรงขยับของราคาเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านในจังหวัดบูเชอร์ (Bushehr)  ขณะเดียวกันอิหร่านได้ขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ โดยในสัปดาห์นี้อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รอบใหม่ไปแล้ว กระตุ้นความวิตกเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิง  

“ผมคิดว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความผันผวนสูงขึ้น” อันชูล ชาร์มา ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Savvy Wealth กล่าว  

“ถ้าราคาน้ำมันยังยืนอยู่ระดับสูงแบบนี้... เรารู้ว่ามันจะส่งผ่านเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ” เขากล่าวต่อ โดยระบุว่า หากช็อกด้านพลังงานที่ยืดเยื้อส่งผ่านเข้าไปยังเงินเฟ้อ ขณะที่การเติบโตเริ่มชะลอลง นั่นจะเป็น “ส่วนผสมที่อันตราย”  

“มันจะทำให้ภารกิจของเฟดในการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายต่าง ๆ ยากขึ้นแน่นอน” เขากล่าวสรุป