ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 18 มี.ค.2569 เวลา 10.10 น. หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นบวก นำโดย
หุ้น IVL บวก 3.59% เพิ่มขึ้น 0.80 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 23.10 บาท
หุ้น IRPC บวก 1.43% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.42 บาท
หุ้น TOP บวก 1.07% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 47.25 บาท
หุ้น PTTGC บวก 0.81% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 31.25 บาท
จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นในขณะนี้เข้าสู่จุดที่น่าสนใจ หลังสเปรดของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง PET, PTA และเม็ดพลาสติก (PP) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานในภูมิภาคและความตึงเครียดด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้หุ้นนำอย่าง IVL และ PTTGC ปรับตัวขึ้นกว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากโรงงานปิโตรเคมีในเอเชียจำนวนมากต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว คิดเป็นสัดส่วนราว 20–25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านการขนส่งวัตถุดิบที่ติดขัดในเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของอุปทาน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็น “โอกาส” สำหรับผู้ประกอบการที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ และมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ โดยเฉพาะ IVL และ PTTGC ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากสเปรดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
สำหรับจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ส่วนต่างราคาของ IVL ที่ปรับขึ้นมาแตะระดับเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในปี 2018 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว หุ้นเคยซื้อขายที่ระดับประมาณ 2 เท่าของมูลค่าทางบัญชี หรือราว 40 บาท เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ยังอยู่เพียงราว 22.90 บาท สะท้อนให้เห็นถึง “อัพไซด์” ที่ยังเปิดกว้าง หากสเปรดยังสามารถทรงตัวในระดับสูงได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในฝั่งกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นจะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 6–7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่โครงสร้างธุรกิจของโรงกลั่นไทยถือว่าแข็งแกร่งขึ้น
"ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ จากเดิมที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูงถึง 60–80% ปัจจุบันหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และตะวันออกไกลมากขึ้น ทำให้สามารถรักษาอัตราการกลั่นในระดับสูงถึง 90–100% ได้อย่างต่อเนื่อง"
โดยในเชิงกลยุทธ์ แนะนำซื้อ สำหรับหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “Outperform” โดยเฉพาะ IVL และ PTTGC ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากสเปรดที่เร่งตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปรับตัวของสเปรดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยระยะสั้นและเหตุการณ์รายวันเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นขนาดใหญ่ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าการกลั่นที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ





