วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ตลท.ย้ำพื้นฐาน‘หุ้นไทย’แกร่ง ย้ำฟันด์โฟลว์ไหลออก แค่ปรับพอร์ต

ตลท.ย้ำพื้นฐาน‘หุ้นไทย’แกร่ง  ย้ำฟันด์โฟลว์ไหลออก แค่ปรับพอร์ต

ความเคลื่อนไหว “ตลาดหุ้นไทย” วานนี้ (17 มี.ค.2569) ปรับตัวขึ้นสูงสุดของวันอยู่ที่ 36.95 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ 28.86 จุด อยู่ที่ 1,433.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 2.05% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 71,251.51 ล้านบาท โดยตลาดหุ้นไทยในรอบ 2 สัปดาห์ต้องเผชิญแรงเสียดทานหนักจาก “วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ฉุดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกกว่า 3 หมื่นล้านบาทในรอบ 2 สัปดาห์ หลังนักลงทุนแห่โยกสินทรัพย์เข้าที่พักเงินปลอดภัย (Safe Haven) 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หากดูจากสถิติตั้งแต่เดือนธ.ค. 2568 ก่อนเกิดเหตุการณ์สงครามอิหร่าน มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ากว่า 60,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินไหลออกไปแล้วประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของความผันผวนจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้ต่างชาติต้องปรับพอร์ตและย้ายเงินทุนไปหาแหล่งที่พักเงินที่ปลอดภัย 

ตลท.ย้ำพื้นฐาน‘หุ้นไทย’แกร่ง  ย้ำฟันด์โฟลว์ไหลออก แค่ปรับพอร์ต

อย่างไรก็ตาม มองเงินทุนต่างชาติก็ยังไหลออกไม่หมด สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศระยะข้างหน้า และหากเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น การที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน จึงมีการขายสุทธิจากต่างชาติ แต่หากพิจารณาจากการขยับขึ้นลงของดัชนีทั่วเอเชียตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีของไทยยังเป็นบวกอยู่ราว 7-8% ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงมีพื้นฐานที่ดีและมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งในแง่ของขอบเขตการสู้รบและระยะเวลาที่จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ขณะที่ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงในส่วนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพออย่างน้อย 100 วัน 

นอกจากนี้ กรณีหากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานขายปลีกสิ้นสุดลง จะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อย่างไรนั้นในขณะนี้ยังวัดผลกระทบที่ชัดเจนได้ยาก แต่ยอมรับว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแน่นอน โดยเริ่มเห็นบางโรงงานชะลอการดำเนินงานบ้างแล้ว ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งสื่อสารข้อมูลหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างปัจจัยสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบคอบทั้งระยะสั้นและยาว

นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีสท์สปริง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถูกมองว่าเป็นลักษณะ Sideways ถึง Sideways Down มีปัจจัยกดดันหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกำลังถูกผลักภาระมาเป็นต้นทุนสินค้าและบริการ

นอกจากนี้ ยังพบแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงจากช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยเป็นบวกถึง 60,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 30,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การที่สถาบันในประเทศขายหุ้นออกมา ส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนไทยเลือกขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อราคาดีดตัวกลับมาใกล้จุดคุ้มทุน เพื่อลดความเสี่ยง ทำให้กองทุนต้องขายหุ้นเพื่อถือเงินสดตามสัดส่วน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ผู้จัดการกองทุน กำลังจับตาประเมินว่าหากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 1 เดือน นับจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสอาจฉุดดัชนีหลุดระดับ 1,400 จุดได้ แต่ในครึ่งปีแรกนี้ หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติมคาดดัชนีหุ้นไทยน่าจะยังยืนเหนือ 1,400 จุดได้

นอกจากประเด็นสงครามแล้ว ยังมีปัจจัยต้องเฝ้าระวังซึ่งนักลงทุนอาจมองข้ามคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้มาตรา 301 ในการตั้งกำแพงภาษีแบบไม่จำกัด ซึ่งจะเริ่มมีการไต่สวนใน 5 พ.ค. นี้ ความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดก็ถูกเลื่อนออกไป จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางปีนี้ อาจขยับไปเป็นเดือนธ.ค. หรือต้นปี 2570 แทน เนื่องจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน

อีกทั้ง ไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องติดตามคือ การแถลงนโยบายต่อสภาในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. นี้ ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการแบบ Quick Win เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานหรือลดค่าครองชีพ จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในระยะสั้นได้ทันที ส่วนมาตรการพยุงตลาดทุนนั้น คาดว่าจะตามมาในเฟสถัดไปหลังจากที่รัฐบาลจัดการปัญหาภาคการผลิตและการบริโภคในวงกว้างเสร็จสิ้นแล้ว

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ เปิดเผยว่า สถิติย้อนหลัง 40 ปีบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยไม่เคยติดลบติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน ซึ่งปัจจุบันเราติดลบมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน จึงเป็นจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หากปัจจัยลบจากต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย มีโอกาสเห็นดัชนีฯ กลับไปยืนที่ระดับ 1,300-1,400 จุดได้ไม่ยาก

ขณะที่ ภาพรวมการเจรจายุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ เชื่อว่าสหรัฐต้องการให้สงบโดยเร็ว หากสงครามตะวันออกกลางสงบลงได้ภายใน 3 เดือน จะไม่กระทบต่อพอร์ตลงทุนระยะยาวยัง แต่เราต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงหากสถานการณ์บานปลายและยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งในอีกมุมหนึ่งจะส่งผลดีต่อส่งออกไทย รวมถึงเพิ่มมูลค่าผลแทนให้กับกองทุนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาท